นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงความสำคัญของตลาดทุนไว้ โดยระบุว่า … “ตลาดทุนจะต้องเป็นกลไกสำคัญที่นำไปสู่การพัฒนาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน เศรษฐกิจและตลาดทุนจะทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภาครัฐจะต้องเป็นผู้นำทางในการเสริมสร้างศักยภาพและโอกาสการเติบโตเศรษฐกิจของประเทศ โดยในส่วนของตลาดทุน สิ่งที่ภาครัฐเห็นว่าเป็นประเด็นสำคัญคือ Trust & Confidence โดยต้องมีกระบวนการการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มข้น ลงโทษผู้กระทำผิดได้รวดเร็ว และจะเร่งขั้นตอนการเสนอกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มอํานาจการสอบสวนของ ก.ล.ต.
โดยเฉพาะกรณีที่มีผลกระทบสูง (High impact) รวมถึงการยกระดับในเรื่องต่างๆ ทั้งการเปิดเผยข้อมูลและการกำกับดูแลผู้ประกอบวิชาชีพในตลาดทุน นอกจากนี้ ในด้านสินทรัพย์ดิจิทัล อยากจะเห็นการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเพื่อสร้างนวัตกรรมไปพร้อมกับการคุ้มครองผู้ลงทุน และเห็นว่าการส่งเสริมผู้ประกอบการธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีคุณภาพเป็นเรื่องสำคัญ โดยทางภาครัฐและภาคตลาดทุนจะร่วมมือกันพัฒนาตลาดทุน เพื่อนำไปสู่ตลาดทุนที่เข้มแข็งและเติบโตอย่างยั่งยืน”
เมื่อยังไม่มีเงินออม แล้วจะเอาเงินจากที่ไหนไปลงทุน
เมื่อไลฟ์สไตล์ของคน Gen Y สิ่งถือเป็นวัยที่ขับเคลื่อนประเทศไทยในปัจจุบันเปลี่ยนไป ไม่ให้ความสำคัญกับการเก็บเงินหรือลงทุนให้ผลงอกเงยโดยต้องรอคอยนานๆ และที่สำคัญคือการไม่เหลือเงินเก็บ มีเงินใช้เพียงเดือนชนเดือน ค่าของชีพสูงรายรับไม่เพียงพอรายจ่าย แล้วจะเอาเงินจากที่ไหนไปลงทุน ซึ่งต่างจาก Gen Baby Boom และ Gen X
Gen Y เน้นการใช้ชีวิตแบบยืดหยุ่น เน้นความสุขระหว่างทางมากกว่าคนสุขในบั้นปลายชีวิต เน้นใช้ชีวิตใช้เงินเพื่อซื้อความสุข สิ่งของ กิน เที่ยวตามไลฟ์สไตล์มากกว่าการออม
ข้อมูลจาก Krungsri Research ระบุว่า คนไทยเลือกที่จะใช้หนี้ก่อน ลงทุนทีหลัง คนไทยเผชิญปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ระดับสูง แต่ผลสำรวจพบว่าผู้ตอบแบบสอบถามทุกกลุ่ม (อายุ เพศ การศึกษา รายได้) ให้ความสำคัญกับการใช้หนี้มากที่สุด โดยหลังจากได้รับรายได้ ร้อยละ 38 เลือกใช้หนี้เป็นลำดับแรก ขณะที่ร้อยละ 24 เลือกเก็บออมเป็นลำดับแรก โดยมีเพียงร้อยละ 9 ที่มักกันเงินส่วนหนึ่งไปลงทุนก่อนเป็นลำดับแรก
ด้านพฤติกรรมการเก็บเงินและลงทุน พบว่า ผู้ตอบฯ ร้อยละ 60 มีวินัยทางการเงิน กล่าวคือ เก็บเงิน-ลงทุนเป็นประจำทุกเดือน ในขณะที่ร้อยละ 31 ทำเป็นครั้งคราวหรือเมื่อได้รับเงินก้อน และร้อยละ 9 ไม่ได้เก็บเงิน ซึ่งวินัยทางการเงินดังกล่าวแปรผันตรงกับการศึกษาและรายได้
ผู้ตอบฯ ที่มีระดับรายได้ต่อเดือนเกิน 70,000 บาท จะเก็บเงินและลงทุนเกินกว่าร้อยละ 30 ของรายได้ ส่วนกลุ่มที่รายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อเดือน และกลุ่มที่มีการศึกษาต่ำกว่าระดับปริญญาตรี ยังไม่สามารถเก็บออมและลงทุนได้อย่างเป็นประจำสม่ำเสมอ
ผลการศึกษา “รูปแบบการออม” ตาม Gen
โดยกลุ่ม Baby Boomers นิยมสลากออมสิน, สลาก ธ.ก.ส. และพันธบัตรมากกว่ากลุ่มอายุอื่นอย่างชัดเจน ในขณะที่ Gen Y และ Gen Z มีแนวโน้มที่จะเก็บออมเป็นเงินสดมากกว่ากลุ่มอื่นๆ นอกจากนี้ Gen Z ยังนิยมออมและลงทุนในทองคำมากกว่ากลุ่มอายุอื่นเช่นกัน
สินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้น อยู่ใน Top 5 ของกลุ่ม Baby Boomers และ Gen Z เท่านั้น ขณะที่กลุ่มวัยทำงานตอนกลางอย่าง Gen X และ Gen Y ไม่นิยมมากนัก
จะเห็นได้ว่าความท้าทายของคลัง และ ก.ล.ต. คือการสร้างความเชื่อมั่น สร้างแรงจูงใจให้กับผู้ลงทุน ทั้งรายใหม่และรายเก่า ตลอดจนทำลายกำแพงค่านิยมที่ไม่ส่งเสริมการออมและการลงทุน สำคัญควรเพิ่มรายได้ให้พอดีกับค่าของชีพ ลดความเหลื่อมล้ำให้เกิดขึ้นจริง
คนไทยเอง ควรหันมาให้ความสำคัญการลงทุน การลงทุนเพื่อวัยเกษียณ เพราะการลงทุนถือเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศ ที่คนไทยทุกคนสามารถลงมือทำได้ แทนที่จะเป็นหน้าที่ของรัฐบาล หรือคนบางกลุ่มคน
อ้างอิง
ธนาคารแห่งประเทศไทย, มปพ. ผลสำรวจทักษะการเงินของคนไทย 2565. https://www.bot.or.th/th/research-and-publications/articles-and-publications/bot-magazine/Phrasiam-67-2/2567-info-financial-skill.html
สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. สถิติด้านความยากจนและการกระจายรายได้
สำนักงานสถิติแห่งชาติ.สรุปผลที่สำคัญ การสำรวจติดตามระดับความรู้ และการเข้าถึงบริการทางการเงินของครัวเรือน พ.ศ. 2565
*หมายเหตุ ดัดแปลงจากบทสัมภาษณ์ ดร. ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร เนื่องในวันการออมแห่งชาติ 31 ตุลาคม 2567 คลิปวิดีโอสามารถรับชมได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=hP9-xiVEQTw&t=529s
https://www.krungsri.com/th/research/research-intelligence/Thai-Saving-2025