- “ชุดไทยพระราชนิยม” เครื่องแต่งกายประจำชาติ สะท้อนพระวิสัยทัศน์ของสมเด็จบรมราชชนนีพันปีหลวง
ภายในงานยังได้มีการจัดแสดง “ชุดไทยพระราชนิยม” โดยร่วมกับมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และพิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จ พระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระบรมราชินีนาถ ถ่ายทอดเรื่องราวอันเป็นพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ต่อวงการศิลปวัฒนธรรม ก่อให้เกิดรากฐานและความภาคภูมิใจในการอนุรักษ์และฟื้นฟูนานัปการ ซึ่ง “ชุดไทยพระราชนิยม” เกิดขึ้นจากพระราชดำริที่ทรงเห็นความสำคัญของการแต่งกายแบบไทยในเวทีนานาชาติ โดยทรงต้องการแสดงความเป็นไทยผ่านเครื่องแต่งกายให้ทั่วโลกได้ประจักษ์ จึงโปรดให้มีการศึกษาค้นคว้า ฟื้นฟู และออกแบบชุดไทยสำหรับสตรี โดยทรงฉลองพระองค์ในการเสด็จพระราชดำเนินร่วมกับพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ไปยังสหรัฐอเมริกา และประเทศในยุโรปอย่างเป็นทางการ เมื่อปีพ.ศ.2503
สำหรับ “ชุดไทยพระราชนิยม” 8 แบบที่นำมาจัดแสดงล้วนมีความประณีต และความเหมาะสมต่อโอกาสต่างๆ ดังนี้ ชุดไทยเรือนต้น เหมาะสำหรับงานกึ่งทางการ ชุดไทยจิตรลดา เหมาะสำหรับงานทางการ ชุดไทยอมรินทร์ เหมาะสำหรับงานพิธีตอนค่ำ ชุดไทยบรมพิมาน เหมาะสำหรับงานพิธีการระดับสูงทั้งงานช่วงกลางวันและงานราตรี ชุดไทยดุสิต เหมาะสำหรับงานพิธีตอนกลางคืน แทนชุดราตรีแบบตะวันตก ชุดไทยจักรี เหมาะสำหรับงานแต่งงานหรืองานกลางคืน ชุดไทยศิวาลัย เหมาะสำหรับงานพระราชพิธี หรือพิธีทางศาสนา และชุดไทยจักรพรรดิ เหมาะสำหรับงานพระราชพิธีสำคัญหรือในงานราตรีพิธีเต็มยศ
“ชุดไทยพระราชนิยม” สะท้อนอัตลักษณ์ความเป็นไทยผ่านศิลปะการตัดเย็บ การเลือกใช้ผ้า ลวดลายอันอ่อนช้อยงดงาม งานช่างฝีมือเหล่านี้เกิดขึ้นจากการสั่งสมองค์ความรู้และฝีมือช่างไทยในแต่ละท้องถิ่นทั่วประเทศ โดยพระราชกรณียกิจด้านการสนับสนุนผ้าไทยนั้นสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสมเด็จฯ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์งานศิลปหัตถกรรมไทยให้คงอยู่ จะเห็นได้จากการที่ “ชุดไทยพระราชนิยม” กำลังจะขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติขององค์การยูเนสโก ในปีพ.ศ.2569 อันเป็นก้าวสำคัญของการผลักดัน Soft Power ไทยให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก
- หัวโขน จากโขนพระราชทานสู่ “มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้” ของโลก
นอกจากนั้นภายในงานนิทรรศการยังได้เชิญหัวโขน จากอาคารเรียน-รู้-เรื่องโขน ที่หาชมได้ยากมาจัดแสดง 4 หัว ได้แก่ พิเภก น้องชายของทศกัณฐ์ กายสีเขียว ตาจระเข้ ปากแสยะ หนุมาน พญาวานร ทหารเอกของพระราม อากาศตะไล มีลักษณะตาโพลง ปากแสยะ เป็นยักษ์เสื้อเมืองที่รักษาด่านกรุงลงกา และพญานกสัมภาที พี่ชายของนกสดายุ
การอนุรักษ์โขนคือหนึ่งในพระราชกรณียกิจสำคัญ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์แก่กรมศิลปากรนำไปปรับปรุงเครื่องแต่งกายโขน ในปีพ.ศ.2546 จากนั้นทรงให้การสนับสนุนโขนเรื่อยมา และในปีพ.ศ.2550 มีการแสดงโขนโดยมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงขึ้นอย่างเป็นทางการครั้งแรกในตอน “พรหมาศ” พระราชกรณียกิจการฟื้นฟูโขนนับเป็นการพลิกฟื้นงานฝีมือช่างหัตถศิลป์ไทยหลายสาขา โดยองค์การยูเนสโก ประกาศขึ้นทะเบียนการแสดงโขนของไทยเป็นรายการตัวแทนมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ประเภท “รายการตัวแทนมรดกทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ” นับเป็นการขึ้นทะเบียน “มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้” ขององค์การยูเนสโก รายการแรกของประเทศไทย
ร่วมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ และร่วมลงนามถวายอาลัยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมกิจกรรมเวิร์คช็อปงานฝีมือเพื่อน้อมรำลึก และสืบสานพระราชกรณียกิจการอนุรักษ์งานฝีมือช่างไทย และร่วมซื้อสินค้าที่ระลึกจากพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ และมูลนิธิศิลปาชีพฯ ที่นำงานฝีมือมาร่วมจำหน่ายได้ในงานนิทรรศการ “จากพระราชปณิธาน...สู่มรดกแห่งแผ่นดิน” ได้ตั้งแต่วันที่ 7-20 พฤศจิกายน 2568 ณ อาร์ต จีเวล ชั้น 5 สยามพารากอน