สำหรับหลักการความสำคัญของกรอบความร่วมมือ คือ การที่ทุกหน่วยงานต้องกำหนดให้ทิศทาง นโยบาย และธรรมาภิบาลองค์กรในการป้องกันไม่ให้มีการใช้ระบบการเงินในทางที่ผิด และเป็นส่วนหนึ่งของการกำกับดูแลกิจการองค์กร รวมทั้งกำหนดแนวทางการป้องกันให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีมาตรฐานขั้นต่ำที่เหมาะสมกับแต่ละธุรกิจ และต้องปรับปรุงมาตรการให้เหมาะสมกับบริบทที่เปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ หน่วยงานที่เข้าร่วมจะนำความเชี่ยวชาญด้านข้อมูล เทคโนโลยี และศักยภาพที่เป็นจุดแข็ง มาใช้ประโยชน์สูงสุดในการเฝ้าระวัง ตรวจจับ และตอบสนองต่อความเสี่ยง ที่สำคัญ ซึ่งแต่ละหน่วยงานจะร่วมมือแลกเปลี่ยนข้อมูล องค์ความรู้ รูปแบบกระทำผิด สัญญาณเตือนภัย รวมถึงแนวปฎิบัติที่ดีระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน เพื่อให้รับมือกับธุรกรรมทุจริตที่ซับซ้อนและมักอาศัยช่องว่างทางกฎหมายระหว่างหน่วยงานเป็นเครื่องมือได้ดีขึ้น ทั้งนี้ การดำเนินมาตรการข้างต้น ต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อผู้สุจริต การเข้าถึงบริการทางการเงินไทย และความเชื่อมั่นของประชาชนในระยะยาว
ในส่วนบทบาทของสถาบันการเงินของรัฐ ภายใต้กรอบความร่วมมือครั้งนี้ คือการสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินและดิจิทัลแก่ประชาชนผ่านเครือข่ายชุมชน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เกษตรกร และประชาชนกลุ่มเปราะบาง และการยกระดับ KYC/CDD/EDD โดยอาศัยความร่วมมือระหว่างสมาคมฯ สมาคมธนาคารไทย ภาครัฐ และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และแนวปฏิบัติที่ดีระหว่างกัน