ด้านนางสาวมิเคลา ฟริเบิร์ก-สตอรี ผู้ประสานงานสหประชาชาติประจำประเทศไทย กล่าวว่า “แรงกระแทกจากโลกไม่ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นโดยอัตโนมัติ แต่ “Shift” จะเกิดขึ้นเมื่อภาวะผู้นำ การลงทุน และความร่วมมือมุ่งไปในทิศทางเดียวกัน ภาคธุรกิจมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง เพราะการลงทุนและการตัดสินใจของภาคเอกชนสามารถกำหนดทิศทางของอุตสาหกรรม การจ้างงาน ห่วงโซ่อุปทาน และการพัฒนาประเทศได้ โดย GCNT ในฐานะเครือข่ายความยั่งยืนภาคธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดของไทย จึงเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงผู้นำองค์กรและเปลี่ยนเจตนารมณ์ร่วมให้กลายเป็นการลงมือทำอย่างเป็นระบบ”
โดยนางสาวมิเคลาเสนอ 3 การเปลี่ยนผ่านสำคัญที่ประเทศไทยควรเร่งเดินหน้า ได้แก่
จาก Ambition สู่ Accountability เปลี่ยนคำมั่นด้านความยั่งยืนให้เป็นผลลัพธ์ที่สามารถวัดผลและตรวจสอบได้
จาก Commitment Capital สู่ Capital at Work ทำให้เงินทุนเพื่อความยั่งยืนมีบทบาทในการเปลี่ยนทิศทางการจัดสรรเงินทุนทั้งระบบ ไม่จำกัดอยู่เฉพาะโครงการสีเขียว และ
จาก Leading Companies สู่ Leading Ecosystems ให้บริษัทขนาดใหญ่ช่วยยกระดับ SMEs แรงงาน และชุมชนในห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นอย่างทั่วถึงและไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
นอกจากนี้ นางสาวมิเคลายังระบุว่า “โลกกำลังเผชิญช่องว่างด้านเงินทุนเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนประมาณ 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ซึ่งภาครัฐเพียงฝ่ายเดียวไม่สามารถเติมเต็มได้ ภาคเอกชนจึงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง ขณะเดียวกัน เงินทุนจะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ก็ต่อเมื่อมีโครงการที่พร้อมต่อการลงทุน ซึ่งต้องอาศัยงานวิจัย เทคโนโลยี นวัตกรรม และการพัฒนาทักษะของคนควบคู่กัน”
วิสัยทัศน์ของผู้นำทั้งสองสะท้อนทิศทางสำคัญที่ประเทศไทยต้องเร่งขับเคลื่อน นั่นคือ การเปลี่ยนจากการรับมือกับแรงกระแทก ไปสู่การสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงรุก โดยผสานศักยภาพของภาคธุรกิจ เงินทุน เทคโนโลยี นวัตกรรม และความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ให้เป็นพลังขับเคลื่อนประเทศ
ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การเดินหน้าสู่ความยั่งยืนไม่อาจหยุดอยู่เพียง “คำมั่น” แต่ต้องสะท้อนผ่านการลงมือทำและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง ตั้งแต่การเปลี่ยนคำมั่นสู่การปฏิบัติ การขับเคลื่อนเงินทุนให้สร้างการเปลี่ยนผ่าน ตลอดจนการยกระดับจากผู้นำองค์กรสู่ระบบนิเวศที่ทุกภาคส่วนสามารถเติบโตไปด้วยกัน เพื่อให้ประเทศไทยเปลี่ยนวิกฤติของโลกเป็นโอกาสใหม่ พร้อมเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันและวางรากฐานการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว