เธอกล่าวต่อว่า วลี “พูดแล้วทำไม่เป็น” ยิ่งชัดเจนขึ้นเมื่อ นายอนุทิน ก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี แต่กลับไม่เร่งแก้ปัญหาสแกมเมอร์ทันที ทั้งที่สหรัฐและสหราชอาณาจักรได้ประกาศคว่ำบาตรเครือข่ายสแกมเมอร์ตั้งแต่ 14 ตุลาคม 2568 ซึ่งควรเป็นจังหวะให้ไทยเร่งกวาดล้าง แต่กลับนิ่งเฉย จนเกิดวิกฤตน้ำท่วมภาคใต้และมีประชาชนเสียชีวิตจำนวนมาก สะท้อนการขาดภาวะผู้นำ การตัดสินใจล่าช้า และไม่สามารถจัดลำดับความสำคัญของปัญหา จนประชาชนตั้งคำถามว่า “ยึดทรัพย์สแกมเมอร์เพื่อกลบภาพความล้มเหลวจากวิกฤตน้ำท่วมภาคใต้หรือไม่”
ตลอด 3 เดือนภายใต้การบริหารของนายกฯ อนุทิน คือ “พูดแล้วทำไม่ได้” ต่อเนื่องตั้งแต่ยุคที่เป็น มท.1 ไม่ว่าจะเรื่องยาเสพติด เรื่องสแกมเมอร์ และล่าสุดคือการรับมือสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ ซึ่งสะท้อนถึงภาวะผู้นำที่ล้มเหลว แต่กลับเลือกอ้างผลโพลความนิยมในอดีต ทั้งที่ตัวเลขเหล่านั้นเป็นผลมาจากการพึ่งผลงานของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย
ดร.ลิณธิภรณ์ย้ำว่า ปัจจุบันผลโพลของทุกสำนักชี้ชัด โดยเฉพาะผลสำรวจของไทยรัฐออนไลน์ ที่ประชาชนให้คะแนน “สอบตกเกือบทั้งหมด” ในการบริหารจัดการน้ำท่วม ภาพรวมถือว่าล้มเหลวอย่างหนัก คะแนนนิยมส่วนบุคคลของนายอนุทินตกลงเหลือเพียง 4.38% ส่วนพรรคภูมิใจไทยตกไปอยู่ลำดับที่ 6 เหลือ 5.32% สะท้อนสายตาประชาชนอย่างชัดเจน
นอกจากนี้ การที่นายอนุทินอ้างว่า ตนเคยเป็นอันดับ 2 ของโพลตลอดนั้น “เปรียบเทียบกันไม่ได้” เพราะตอนนั้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาลเพื่อไทยซึ่งมีผลงานโดดเด่น ต่างจากผลงานของกระทรวงมหาดไทยในยุคนั้นที่ไม่เป็นรูปธรรมจนต้องถูกปรับออกจาก ครม. และเมื่อวันนี้นายอนุทินมีอำนาจเต็ม ประชาชนจึงเห็นผลงานจริงชัดเจนในวิกฤตน้ำท่วมภาคใต้ และเมื่อดูผลโพลปัจจุบัน คะแนนยังคงร่วงลงอย่างต่อเนื่อง
“ทั้งหมดนี้สะท้อนความจริงว่า นายอนุทินพูดแล้วทำไม่ได้” ดร.ลิณธิภรณ์ กล่าว