เนชั่นทีวี

การเมือง

อดีต ก.ต.ช.ชื่นชม ผบ.ตร.จุดยืนหนักแน่น-เดินเครื่องปราบแก๊งคอลฯ

21 พ.ย. 2568

อดีต ก.ต.ช.ชื่นชม ผบ.ตร.จุดยืนหนักแน่น-เดินเครื่องปราบแก๊งคอลฯ

อดีต ก.ต.ช.ชี้ตำรวจน้ำดี คือ ราชสีห์แนะสังคมต้องยืนข้างความถูกต้อง ชื่นชม ผบ.ตร.จุดยืนหนักแน่น พร้อมเดินเครื่องปราบแก๊งคอลฯ จนเป็นต้นแบบต่างชาติดูงาน

นายนพดล กรรณิกา อดีตกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ผู้ทรงคุณวุฒิภาคประชาชน 2567 ในฐานะอดีตอนุกรรมการและหัวหน้าคณะทำงานชุดสำรวจความคิดเห็นพัฒนาระบบงานตำรวจ (ชุด พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร ประธานคณะกรรมการพัฒนาระบบงานตำรวจ 2550) กล่าวว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตกเป็นเป้าหมายการโจมตี แต่ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือ ผบ.ตร.ยังคงยืนยันมั่นคงบนหลักการเดิม คือ ไม่รับผลประโยชน์ ไม่ละเว้นแม้เป็นเพื่อน และไม่ตัดสินใครตามกระแส แต่ตัดสินบนหลักฐาน กฎหมาย และความเป็นธรรมเท่านั้น ซึ่งจุดยืนที่หนักแน่นนี้ ทำให้เห็น “ภาวะผู้นำแบบราชสีห์” ของตำรวจน้ำดี ที่ผู้ไม่หวั่นไหวต่อเสียงวิจารณ์ที่ว่างเปล่า ผู้ไม่เสียเวลาให้กับ “ผู้ปั่นลมปาก” ที่กำลังหนีเงาแห่งความจริงของตนเอง แต่พร้อมรับฟังข้อมูลจากผู้เปิดโปงด้วยความบริสุทธิ์ใจ เพื่อให้ความจริงเป็นตัวนำทางการตัดสินใจ

นายนพดล เห็นว่า การยืนหยัดของ ผบ.ตร.ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่ตั้งอยู่บนนโยบายด้านความมั่นคงของรัฐบาล ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ประกาศชัดเจนว่า “รัฐบาลจะทำสงครามกับแก๊งสแกมเมอร์ ทุนเทา และเครือข่ายอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ” ภายใต้นโยบายนี้ ผบ.ตร.จึงออกคำสั่ง “เร่งด่วนที่สุด” ไปยังทุกกองบัญชาการ และทั้ง 1,484 สถานีตำรวจทั่วประเทศ เพื่อเดินหน้าปฏิบัติการในทิศทางเดียวกัน นับเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่รัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติเดินยุทธศาสตร์เดียวกันแบบ 100%

 

นายนพดล ยังเล่าย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 2565 ก่อนที่ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ จะเข้ามารับหน้าที่ผู้อำนวยการศูนย์ปราบมิจฉาชีพแก๊งคอลเซนเตอร์ว่า ประเทศไทย เผชิญสถานการณ์ที่ประชาชน สูญเสียเงินจากมิจฉาชีพออนไลน์ ในระดับที่ถือว่าวิกฤติ และต่อเนื่องทุกวัน แต่เมื่อศูนย์ปฏิบัติการถูกขับเคลื่อนอย่างจริงจัง ภายใต้การกำกับของ ผบ.ตร.ผลลัพธ์ก็เริ่มเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ภายในเวลาไม่นาน สถานการณ์ที่เคยสร้างความเสียหายรุนแรงแก่ประชาชน กลับถูก “ดึงลง” อย่างเป็นระบบ การทำงานแบบเชื่อมโยงทุกหน่วย ตั้งแต่การสกัดเส้นทางการเงิน การประสานงานกับธนาคาร การติดตามตัวคนร้าย ไปจนถึงการทำงานเชิงรุกบนโลกออนไลน์ ทำให้แนวโน้มความสูญเสียจากอาชญากรรมออนไลน์ค่อย ๆ ลดระดับลงอย่างต่อเนื่อง เห็นได้ชัดว่า สถานการณ์ที่เคยลุกลามจนถึงขั้นประชาชนจำนวนมากได้รับผลกระทบหนัก ได้ถูกควบคุมให้อยู่ในระดับที่จัดการได้ และส่งผลให้คนไทยจำนวนมากปลอดภัยขึ้นอย่างแท้จริง จึงเป็นหลักฐานว่า “นโยบายที่ทำจริง” สามารถเปลี่ยนแปลงปัญหาใหญ่ระดับประเทศได้ ไม่ใช่ด้วยคำประกาศ แต่ด้วยระบบงาน ความทุ่มเท และภาวะผู้นำเชิงยุทธศาสตร์อย่างแท้จริง

นายนพดล ยังกล่าวอีกว่า นโยบายของรัฐบาล และ ผบ.ตร.ไม่ได้หยุดแค่คำสั่ง แต่ลงไปเกิดผลจริงในพื้นที่ ตัวอย่างชัดเจนคือ สถานีตำรวจนครบาลเพชรเกษม บก.น.9 ที่สามารถจับทุนจีนเทา–ทุนไทยเทา มูลค่าเงินหมุนเวียนกว่า 1,000 ล้านบาท และคืนเงินให้เหยื่อได้หลายรายภายใน 2 เดือน จนทำให้ตำรวจฮ่องกงบินตรงมาดูงานที่ สน.เพชรเกษม เพื่อศึกษารูปแบบการปฏิบัติการ ถือเป็นสัญญาณว่า ประเทศไทยกำลังก้าวสู่การเป็นต้นแบบการปราบอาชญากรรมออนไลน์แห่งเอเชีย ซึ่งผลงานนี้ไม่เพียงเป็นความสำเร็จของตำรวจไทยเพียงสถานีเดียว แต่ยังมีผลงานปรากฏเป็นรูปธรรมในอีกหลายสถานีทั่วประเทศของทุกกองบัญชาการ

 

นอกจากนี้ ยังมีผลงานระดับยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนทั้งระบบพร้อมกันครั้งใหญ่ที่สุดในยุคดิจิทัล เมื่อรัฐบาลประกาศสงคราม ตำรวจทั้งประเทศปรับตัวเข้าสู่โหมดรบพร้อมกัน ทั้งหน่วยสืบสวน, หน่วยเทคโนโลยี, กองบัญชาการ, สถานีตำรวจระดับพื้นที่ ที่ทุกภาคส่วนถูกบูรณาการเชื่อมต่อเป็นเครือข่ายเดียวกัน นี่คือการ “เคลื่อนพลระดับชาติ” ครั้งจริงจังที่สุดในสงครามอาชญากรรมยุคดิจิทัล

 

นายนพดล ยังฝากผู้ถึงผู้ที่เห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วย สามารถแสดงความคิดเห็นเพื่อประโยชน์เชิงนโยบายของภารกิจงานตำรวจได้ ผ่านทางแบบสอบถามตาม ลิงก์แนบนี้ https://www.research.net/r/Scammer_War  นายนพดล กรรณิกา [email protected]  หรือ  [email protected]