ประธานรัฐสภา ยังย้ำว่า ภัยการหลอกลวงออนไลน์ หรือ สแกมเมอร์ ถือเป็นภัยต่อประชาชนทุกระดับ ประชาชนบางคนทำงานตลอดชีวิต เก็บเงินจนเกษียณ แต่กลับถูกหลอกลวงจนหมดตัว และยังมีการค้ามนุษย์ ที่หลอกลวงผู้บริสุทธิ์ ไปรับใช้พวกหลอกลวง หากไม่ทำตามก็จะถูกทรมาน หากจะหลบหนี ก็จะต้องจ่ายเงิน ซึ่งถือเป็นการทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และเป็นภัยของมนุษยชาติ
ดังนั้น จึงจะต้องกำจัดให้หมดไป หรือทำให้เหลือน้อยที่สุด จึงฝากฝ่ายบริหาร หรือ รัฐบาล ดำเนินการอย่างเข้มข้น ร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง., สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช., ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และสถาบันการเงินทุกแห่ง
รวมถึงจะต้องมีมาตรการป้องกันด้วย เพราะ หากประเทศเพื่อนบ้าน ดำเนินการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างเข้มข้นแล้ว พวกกลุ่มเหล่านี้ จะหลบหนีเข้ามายังประเทศไทย เพื่อใช้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางต่อ หากรัฐบาลไม่เอาใจใส่ ก็จะเกิดผลกระทบต่อประชาชนไทย รวมถึงกระทบต่อการลงทุน และการท่องเที่ยว ดังนั้น รัฐบาลจะต้องดำเนินการอย่างเข้มข้น ป้องกัน และซีลชายแดนให้แน่นหนา
ประธานรัฐสภา ยังเปิดเผยอีกว่า ในเร็ว ๆ นี้ ตนเองจะทำหนังสือไปยังรัฐบาล เพื่อรายงานผลการประชุม IPU ดังกล่าวให้รัฐบาลได้รับทราบ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อไป รวมถึงจะแจ้งไปยังกรรมาธิการสามัญของสภา เพื่อติดตามผลการดำเนินการต่อไปด้วย
ขอให้รัฐบาล ดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพราะมูลค่าความเสียหายที่เกิดจากภัยสแกมเมอร์ทั่วโลกกว่า 700,000 ล้าน ๆ บาท ซึ่งเป็นสาเหตุส่วนหนึ่ง ที่ทำให้เศรษฐกิจทั่วโลกซบเซา ดังนั้น ใครที่ทำหน้าที่เป็นรัฐบาล และรีบดำเนินการอย่างจริงจัง ก็จะได้รับการสนับสนุนจากประชาชน ซึ่งช่วงนี้ใกล้จะเลือกตั้งแล้วด้วย และขอให้เจ้าหน้าที่ อย่าเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวเล็กน้อย