ประเด็นหนึ่งที่ทุกคนเห็นตรงกันจากเวทีปฐมนิเทศหลักสูตรก็คือ แท้ที่จริงแล้ว สถาบันพระมหากษัตริย์ของไทย โดยเฉพาะ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมีพระวิสัยทัศน์กว้างไกล และทรงให้ความสำคัญ ทรงมีพระราชกรณียกิจขับเคลื่อนผลักดันทุนทางวัฒนธรรมของไทย กระทั่งมีความเข้มแข็ง ยกระดับทั้งงานศิลปะ หัตถกรรม ตลอดจนภูมิปัญญาท้องถิ่นไปสู่ระดับโลก และสร้างเศรษฐกิจชุมชนที่ยั่งยืนในหลากหลายพื้นที่ของประเทศ
ดร.ถวิลวดี บุรีกุล ประธานมูลนิธิเสริมสร้างพลังชุมชนวัฒนธรรมและธรรมาภิบาล บอกว่า "สมเด็จพระพันปีหลวง" ทรงเป็นเหมือน “อินฟลูเอนเซอร์” หรือผู้มีอิทธิพลทางความคิดและการกระทำ ทรงเป็นต้นแบบในการเผยแพร่วัฒนธรรมไทย นอกจากจะวางรากฐาน วางระบบแล้ว ยังทรงเป็น actor ที่ดีที่สุด ทรงคุณค่าที่สุดในเรื่องทุนทางวัฒนธรรมด้วย
หลักสูตรการบริหารจัดการทุนทางวัฒนธรรมนี้ จึงเหมือนเป็นการสานต่อพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่าน แปรเป็นภารกิจของผู้เรียน คือสร้างโมเดลทุนวัฒนธรรมให้เกิดความยั่งยืน เพราะประเทศไทยเรามีต้นทุนวัฒนธรรมอยู่สูงมาก เพียงแค่เราต้องค้นหาวิธีบริหารจัดการ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ให้ทรงคุณค่าเอาไว้ และสามารถนำไปพลิกแพลง พัฒนาต่อยอด เพื่อสร้างรายได้ให้กับชุมชนและประเทศอย่างยั่งยืน ถือเป็นทรัพย์ที่ไม่มีวันหมดของแผ่นดินไทย