3. วิกฤติที่ซูเปอร์มาร์เก็ตเอเชีย (Asian Markets)
- ซูเปอร์มาร์เก็ตเอเชีย เช่น 99 Ranch, H Mart, Mitsuwa, หรือร้านขนาดเล็ก รวมทั้งผู้นำเข้าที่เชี่ยวชาญทางด้านสินค้าอุปโภคบริโภคจากอินโดจีนโดยเฉพาะที่สั่งซื้อจากโรงงานในประเทศไทยภายใต้ยี่ห้อไทยและประเทศอื่นๆ อาจเจอปรากฏการณ์ “ตุนของ” ทันทีในคืนนี้หรือสัปดาห์นี้
- สินค้าไทย เช่น น้ำปลา / น้ำพริกเผา / ข้าวหอมมะลิ / น้ำกะทิ / มะม่วงดอง ฯลฯ จะมีราคาสูงขึ้นทันที 30–40% เมื่อสต๊อกเก่าหมด หรืออาจจะขึ้นราคาภายในวันที่ 9 เมษายนเมื่อกฎหมายภาษีนี้ประกาศใช้เป็นทางการ
- จะกระทบ ชนกลุ่มน้อยเชื้อสายเอเชียในสหรัฐฯ หลายสิบล้านคน โดยเฉพาะ คนไทย เวียดนาม ลาว เขมร และชาวจีนบางกลุ่มที่ใช้ของไทยเป็นประจำ
หมายเหตุ การรีบเร่งซื้อสินค้าจำเป็นมากักตุนไว้อาจช่วยยอดขายเพิ่มขึ้นในระยะหนึ่งแต่ผู้บริโภคจะปรับตัวซื้อน้อยลงเนื่องจากราคาสินค้าสูงขึ้นซึ่งจะกระทบกระเทือนต่อยอดขายของผู้นำเข้าและร้านค้าต่างๆกลายเป็นปัญหาไปถึงการสั่งสินค้าจากไทยและอาจทำให้หลายโรงงานต้องลดจำนวนพนักงานตัดต้นทุนลงหรือปิดกิจการชั่วคราวหรือถาวรไปเลย
4. ผลกระทบทางวัฒนธรรมและ Soft Power ของไทย
- ร้านอาหารไทยคือ Soft Power ที่สำคัญที่สุดของไทยในต่างประเทศ มีบทบาทในการสร้างภาพลักษณ์ เชื่อมโยงวัฒนธรรม และกระตุ้นการท่องเที่ยว
- ภาษีนี้ ทำลายเส้นเลือดฝอยของ Soft Power ไทย อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในระดับนี้
ข้อเสนอเชิงนโยบายเร่งด่วน
- รัฐบาลไทยควรเจรจาระดับทวิภาคีเร่งด่วน โดยเน้นความเสียหายทางวัฒนธรรมและผลกระทบต่อผู้บริโภคในสหรัฐ
- ใช้ TTM (Thai Trade Missions) ในสหรัฐฯ ร่วมกับสถานทูต ผลักดันให้ แยกสินค้าประเภทอาหาร Soft Power ออกจากบัญชีภาษี
- สนับสนุนระบบ e-Export + ลดต้นทุนส่งออก เช่น ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ B2B, B2C เพื่อให้ร้านค้าขนาดเล็กสามารถเข้าถึงตลาดตรงได้
- ให้ BOI หรือกรมส่งเสริมการค้าออกมาตรการสนับสนุนต้นทุน SMEs ไทยในต่างประเทศ ในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้