นอกจากนี้ กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า ได้ตรวจสอบการจัดกิจกรรมและการแสดงออกของกลุ่มบุคคล เมื่อ 7 มิถุนายน 2566 อย่างรอบคอบทั้งในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย พบว่า เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย โดยเฉพาะขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่ได้ระบุไว้ว่า ”ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยกมิได้”
รวมทั้งเป็นการกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือหรือวิธีอื่นใดอันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือ ติชมโดยสุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 , ความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์มาตรา 14 (3) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรหรือความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา และความผิดฐานเป็นอั้งยี่ ตามมาตรา 209 ดังนั้น จึงได้มอบหมายผู้แทนเข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีต่อแกนนำนักศึกษาทั้ง 5 คน ซึ่งจะมีการส่งตัวในวันที่ 17 มี.ค. 68
“ที่ผ่านมา มีความเคลื่อนไหวของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลบางกลุ่ม รวมทั้งผู้ที่ถูกดำเนินคดี ได้พยายามออกมาตอบโต้ และกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่ใช้กฎหมายฟ้องร้องเพื่อปิดปาก และคุกคาม ผู้จัดกิจกรรมและผู้ที่แสดงออกในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมีการร้องเรียนผ่านหน่วยงานทั้งภายในและภายนอกประเทศ ซึ่ง กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า"
"ขอยืนยันว่า การดำเนินการต่อขบวนนักศึกษาแห่งชาติที่ผ่านมา ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายต้องการฟ้องร้องเพื่อปิดปาก หรือคุกคามต่อนักจัดกิจกรรม แต่เกิดจากเหตุผลที่ได้พบเห็นการกระทำความผิด จึงต้องแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนในพื้นที่เกิดเหตุ และได้ดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมทุกประการ โดยผลคดีจะออกมาแบบใด ก็อยู่ที่การสู้คดีในชั้นศาล ซึ่งเป็นไปตามหลักนิติรัฐและหลักนิติธรรม อันเป็นหลักการสากลทั่วไป”