สภาเดือด! สส.พรรคร่วม ชงญัตติด่วน สับ "รมว.พาณิชย์" ราคาข้าวตกต่ำ
20 ก.พ. 2568 | thamsathit_pol

"สส."พรรคร่วมรัฐบาลเหลืออด ชงญัตติด่วนแก้"ราคาข้าวตกต่ำ"เป็นประวัติการณ์ - สับ รัฐบาล-รมว.พณ.ทำชาวนาเดือดร้อน ไม่มีมาตรการรองรับ
การเมือง
20 ก.พ. 2568 | thamsathit_pol

"สส."พรรคร่วมรัฐบาลเหลืออด ชงญัตติด่วนแก้"ราคาข้าวตกต่ำ"เป็นประวัติการณ์ - สับ รัฐบาล-รมว.พณ.ทำชาวนาเดือดร้อน ไม่มีมาตรการรองรับ
20 กุมภาพันธ์ 2568 การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในวันนี้ (20 ก.พ.) หลังเสร็จสิ้นวาระรับทราบรายงานที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ปรากฏว่า สส.พรรคต่างๆ พากันเสนอญัตติด่วนด้วยวาจา เรื่องขอให้สภาพิจารณามาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวนาที่เพาะปลูกข้าว อันเนื่องมาจากราคาตกต่ำถึง 5 ญัตติจาก 5 พรรคการเมือง ได้แก่ พรรคเพื่อไทย, พรรคภูมิใจไทย, พรรครวมไทยสร้างชาติ, พรรคประชาชน และพรรคชาติไทยพัฒนา
นอกจากนี้ ยังมีญัตติที่บรรจุอยู่ในวาระแล้วและมีเนื้อหาคล้ายกัน ของ "พรรคไทยสร้างไทย"และ"พรรคกล้าธรรม" นำมาพิจารณาพร้อมกัน รวม 7 ญัตติ
โดยการอภิปรายเสนอหลักการและเหตุผลเป็นไปด้วยความดุเดือด และโจมตีมาตรการรองรับของกระทรวงพาณิชย์ ภายใต้การบริหารของ"นายพิชัย นริพทะพันธุ์" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่แม้แต่พรรคร่วมรัฐบาลก็ตำหนิกันอย่างดุเดือด
"นายนพพล เหลืองทองนารา"สส.พิษณุโลก พรรคเพื่อไทย ในฐานะผู้เสนอญัตติ ลุกขึ้นอภิปรายว่า ราคาข้าวตกต่ำเป็นประวัติการณ์ ปัจจัยการผลิตสูงขึ้น รวมถึงชาวนาไม่มีทุนทรัพย์ และไม่มีเงินชำระหนี้ ซึ่งชาวนาอยากให้รัฐบาลช่วยพยุงราคาข้าว พร้อมตั้งข้อสงสัยว่า มาตรการต่าง ๆ ที่จะช่วยเหลือชาวนา ทำไมเลยเถิดมาถึงทุกวันนี้ เพราะสิ่งที่ตน หรือแม้แต่ สส.ในหลายจังหวัดของพรรคเพื่อไทย ได้พยายามบอกกล่าวให้เห็นว่า ในสถานการณ์ข้าวโลกที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ตั้งแต่เดือนกันยายน 2561 สุ่มเสี่ยงต่อราคาที่จะเกิดขึ้นที่จะตกต่ำในอนาคต ตั้งแต่อินเดียประกาศส่งออกข้าว หลังจากงดส่งออกเป็นเวลา 2 ปี จึงไม่เข้าใจว่าเป็นองคาพยพของหน่วยงาน หรือเป็นของใครกันแน่ในกระทรวงพาณิชย์ ที่ไม่ยอมดูแลติดตามสถานการณ์จนเกิดเหตุการณ์ทำให้ชาวนาเดือดร้อน
ขณะที่ "นางสาวพิมพฤดา ตันจรารักษ์"สส.อยุธยา พรรคภูมิใจไทย ในฐานะผู้เสนอญัตติ ลุกขึ้นอภิปรายว่า ทราบปัญหามาสักระยะแล้ว และชาวนาก็ใช้ความอดทนมานานแล้ว ตนเชื่อเหลือเกินว่า ถ้าไม่ถึงที่สุด ไม่เหลืออด ชาวนาจะไม่ออกมาชุมนุม ตากแดดรอคำตอบจากรัฐบาล แต่ที่ออกมาเร่งรัด เพราะจะถึงเวลาเก็บเกี่ยวแล้ว ทุกวันนี้ แพงทั้งปุ๋ย แพงทั้งยา ข้าวไม่งามก็ต้องใส่เข้าไปเพิ่มอีก แต่ปีนี้รัฐบาล กลับไม่มีมาตรการอะไรมาช่วยเลย ราคาข้าวดี รัฐบาลก็เฉย ราคาตกต่ำรัฐบาลก็ยังอยู่เฉยได้อีกหรือ จึงเรียกร้องออกมารับมือกลับปัญหานี้ได้แล้ว พร้อมยังแปลกใจมาก ที่รัฐบาลยังไม่ออกมาช่วยอีก เพราะรัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลที่ชาวนาคาดหวังที่จะช่วยแก้ปัญหาปากท้อง จึงต้องถามกระทรวงพาณิชย์ว่า มาตรการช่วยเหลือจะพร้อมเมื่อใด และจะทันการหรือไม่ เพราะตนและเพื่อน สส. ก็พูดตรง ๆ ไม่รู้ว่าจะเอาอะไรไปตอบกับพี่น้องชาวนาที่กำลังรอคำตอบอยู่
ด้าน"นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ" สส.สุพรรณบุรี พรรคชาติไทยพัฒนา ในฐานะผู้เสนอญัตติ ลุกขึ้นอภิปรายว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เคยบอกว่าตลาดนำ นวัตกรรมเสริมเพิ่มรายได้ เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด แต่ตอนนี้ไม่มีอะไร เพราะแค่นาปรังที่ออกมา ราคายังตกขนาดนี้ และถ้านโยบายออกมาช้า เงินก็จะไม่ตกถึงมือพี่น้องประชาชน พร้อมระบุว่า ถ้ารัฐบาลไม่มีนโยบาย ในการช่วยเหลือ ไม่รองรับรัฐบาลลำบากแน่ รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องทำอะไรกันอยู่
จากนั้นที่ประชุมได้เปิดโอกาสให้ สส.ทั้งฝ่ายค้าน และรัฐบาลอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง ซึ่งที่ประชุมได้มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันในการเรียกร้องให้รัฐบาลเนื่องออกมาตรการในการช่วยเหลือเกษตรกรชาวนา โดยที่ประชุมจะได้นำข้อเรียกร้องของ สส. ส่งต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมถึงรัฐบาล เพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป
"รมว.นฤมล"ยกระดับรายได้ "เกษตรกร" ด้วยเกษตรมูลค่าสูง
ขณะที่ "ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า ภายใต้การบริหาร เราได้ให้ความสำคัญและดำเนินการต่อเนื่อง โดยเฉพาะ 2 เรื่องสำคัญ ตั้งแต่ในช่วงที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คือ เกษตรมูลค่าสูงและเกษตรยั่งยืน ซึ่งในปีนี้เราเดินหน้าในการเพิ่มสินค้าเกษตรมูลค่าสูง
โดยให้เกษตรกรเล็งเห็นถึงโอกาสและความสำคัญ หากมีพื้นที่เหมาะสมก็สามารถหันมาเพาะปลูกได้ เช่น กาแฟ ถั่วเหลือง โกโก้ โดยเราพร้อมสนับสนุนตลอดห่วงโซ่อุปทานไปจนถึงช่องทางการจำหน่าย ซึ่งเราพร้อมประสานกับหน่วยงานอย่างกระทรวงพาณิชย์ สำนักงานทูตเกษตรที่อยู่ต่างประเทศ เพื่อผลักดันการส่งออกต่อไป
"ศ.ดร.นฤมล"กล่าวอีกว่า เมื่อดูรายได้เกษตรกรในปัจจุบันแล้วจะพบว่า เกษตรกรมีรายได้อยู่ 2 ช่องทาง คือ รายได้จากภาคการเกษตรอยู่ที่ 2.2 แสนบาทต่อปี และรายได้นอกภาคการเกษตรกว่า 2 แสนบาทต่อปี แต่รายได้จากภาคการเกษตร มีเรื่องของต้นทุน ดังนั้น รายได้สุทธิจะอยู่ที่ 89,000 บาทต่อครัวเรือน ทำให้เราเล็งเห็นว่าจำเป็นจะต้องสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า และยกระดับรายได้ให้กับเกษตรกรเพื่อให้ “กินดีอยู่ดี”
สำหรับภารกิจสำคัญของกระทรวงเกษตรฯ โดยเฉพาะการดูแลพี่น้อง เกษตรกร ตั้งแต่ต้นน้ำ ซึ่งเราให้ความเป็นห่วงและความสำคัญมาก ในช่วงที่ผลผลิตสินค้าเกษตรออกสู่ตลาดเป็นปริมาณมาก ไม่ว่าจะเป็นข้าว ยางพารา ผลไม้ เป็นต้น สำหรับผลผลิตยางพารา ซึ่งเบื้องต้นได้มอบนโยบายให้กับการยางแห่งประเทศไทย หรือ กยท. ทำโครงการสินเชื่อชะลอการขาย เพื่อจะดูดซับซัพพลายที่จะออกสู่ตลาด เพื่อไม่ให้กระทบต่อราคายางพาราตกต่ำ
ส่วนสินค้าข้าว กระทรวงเกษตรฯสนับสนุนนโยบายของคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว หรือ นบข. ทำโครงการสินเชื่อชะลอการขาย สินเชื่อในการรวบรวมสินค้าข้าว ซึ่งโครงการเหล่านี้ล้วนเป็นการดูแลซัพพลายไม่ให้ออกสู่ตลาดจนเกินไป
"ศ.ดร.นฤมล" กล่าวสรุปว่า สำหรับสินค้าเกษตรไทยภาพรวมส่งออกในปี 2567 ที่ผ่านมามีมูลค่า 1.8 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นการส่งออกผลสด มูลค่า 1 ล้านล้านบาท ส่วนสินค้าเกษตรแปรรูป มีมูลค่า 8 แสนล้านบาท มูลค่าเพิ่มขึ้นถึง 7.5% และในช่วง 3 ปีมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรมีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะตลาดจีนที่ยังคงอันดับ 1 ของตลาดการส่งออก รองลงมา คือ ญี่ปุ่น สหรัฐ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย และเชื่อว่าในปี 2568 นี้โอกาสที่มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร จะเพิ่มขึ้น 1.9-2 ล้านล้านบาท ก็คาดหวังว่าเราน่าจะทำได้