1.4 ) ในส่วนของแนวทางปฏิบัติของ"สศค."ในเรื่องการตอบข้อร้องเรียนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนั้น"สศค."จะดำเนินการตอบข้อร้องเรียนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยพิจารณาจากเอกสารที่ได้รับเท่านั้น ถ้าในข้อร้องเรียนใดพิจารณาแล้วน่าจะเข้าข่ายเป็นความผิดตาม"พ.ร.ก. การกู้ยืมเงินฯ"หรือร้องเรียนนั้นอาจจะเข้าข่ายเป็นความผิดตาม "พ.ร.ก. การกู้ยืมเงินฯ" และมีผู้เสียหายเกิดขึ้น "สศค."จะดำเนินการส่งเรื่องดังกล่าวให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินการสืบสวน สอบสวน หาพยานหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อดำเนินคดีต่อไปโดยตรง และจะมีหนังสือตอบกลับหน่วยงานที่ส่งเรื่องร้องเรียนดังกล่าว เช่น สคบ. เป็นต้น
2 ) พฤติการณ์ที่เข้าข่ายเป็นการกระทำความผิดตามมาตรา 4 วรรคแรก แห่งพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการอ้อโกงประชาชน พ.ศ. ๒๕๒๗ ต้องเข้าองค์ประกอบทั้ง 3 ข้อ ดังนี้
2.1) มีการโฆษณาหรือประกาศให้ปรากฏต่อประชาชนหรือกระทำด้วยประการใด ๆ ให้ปรากฎแก่บุคคลตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ซึ่งการโฆษณาหรือประกาศจะกระทำด้วยวิธีการใด ๆ ก็ได้ เช่น การแจกเอกสารการเผยแพร่ทางสื่อต่าง ๆ หรือเป็นการบอกล่าวระหว่างกันของบุคคลในลักษณะปากต่อปาก เป็นต้น
2.2 ) มีการให้สัญญาว่าจะจ่ายหรืออาจจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนจากการเข้าร่วมการลงทุนซึ่งการจ่ายผลตอบแทนจะจ่ายเป็นเงิน ทรัพย์สิน หรือผลประโยชน์อื่นใดก็ได้ โดยผลประโยชน์ตอบแทนที่จะจ่ายให้นั้นเป็นอัตราที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินจะพึงจ่ายได้
2.3 ) ผู้ชักชวนหรือบุคคลอื่นนำเงินจากผู้เข้าร่วมลงทุนรายใหม่มาหมุนเวียนจ่ายให้กับผู้ลงทุนรายก่อนหรือผู้ชักชวนหรือบุคคลอื่นไม่สามารถประกอบกิจการใด ๆ โดยชอบด้วยกฎหมายที่จะให้ผลประโยชน์ตอบแทนพอเพียงที่จะนำมาจ่ายในอัตรานั้นได้
**นอกจากนี้ ในการพิจารณาว่าเป็นการประกอบธุรกิจที่อาจเข้าข่ายเป็นการชายตรงแอบแฝงแบบแชร์ ลูกโซ่ที่อาจจะเข้าข่ายเป็นการกระทำความผิดตาม พ.ร.ก. การกู้ยืมเงินฯ นั้น จะต้องมีการสัญญาว่าจะจ่ายผลตอบแทน หรือเสนอผลตอบแทนจากการหาสมาชิก มิใช่การได้ผลตอบแทนจากการขายสินค้า และมีการชักจูงว่าจะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนในอัตราที่สูง ทั้งนี้การพิจารณาว่าจะเข้าข่าข่ายเป็นการกระทำความผิดตาม พ.ร.ก. การกู้ยืมเงินฯ ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและรายละเอียดเป็นรายกรณี ๆ ไป **
สศค.แนะแก้กม. ให้ รมว.ยุติธรรมรักษาการ ตามพรก.กู้ยืมฉ้อโกงฯ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า "สศค."ยังได้ ชี้ประเด็นทางข้อกฎหมาย "พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินฯ" โดยมีข้อสังเกตไว้อย่างน่าสนใจ
1. บทบาทการดำเนินการตาม "พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินฯ" เป็นกฎหมายในลักษณะปราบปรามการกระทำความผิดในลักษณะเดียวกับประมวลกฎหมายอาญา
2. การปฏิบัติงานตามกฎหมายฉบับดังกล่าว เป็นการดำเนินการปราบปรามการกระทำความผิดโดยการแจ้งความ ร้องทุกข์ กล่าวโทษ สอบสวนดำเนินคดี รวมถึงมีการยึด อายัดทรัพย์สิน ดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อเท็จจริงในการกระทำความผิด ซึ่งปัจจุบันกรมสอบสวนคดีพิเศษ สังกัดกระทรวงยุติธรรมเป็นหน่วยงานที่ดำเนินการใช้บังคับกฎหมายโดยมีบุคลากรที่มีความรู้ ประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญ ด้วยเหตุผลข้างต้น เพื่อให้การปฏิบัติงานทั้งในรูปของการป้องปรามและการบังคับใช้กฎหมาย มีประสิทธิภาพ และปัจจุบันกรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรม ได้มีบทบาทสำคัญเกี่ยวกับการบังคับใช้ กฎหมายฉบับดังกล่าวได้อย่างดี ประกอบกับข้อจำกัดของบุคลากร และอัตรากำลังของ"สศค." ในการปฏิบัติงานสืบสวน ตรวจสอบให้ได้ข้อเท็จจริงในการกระทำความผิดตาม "พรก. การกู้ยืมเงินฯ"
ดังนั้น จึงเห็นควรเสนอปรับแก้กฎหมายโดยมีการกำหนดให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธธรรม เป็นผู้รักษาการตาม"พ.ร.ก. การกู้ยืมฯ" ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น