เข้าใจเสียใหม่! ครูใหญ่ไม่ได้ถือไพ่เหนือนายใหญ่
ส่วนที่มองกันว่า พรรคภูมิใจไทยถือไพ่เหนือกว่าพรรคเพื่อไทยนั้น คุณศักดา บอกว่า จริงๆ แล้วไม่ได้ถือไพ่เหนือกว่า เพราะภูมิใจไทยมี 70 เสียง ถ้าพรรคเพื่อไทยไม่เอาด้วย ภูมิใจไทยก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากจับมือกับสภาสูง ขัดการทำงานของสภาล่างไม่ให้เดินได้สะดวกเท่านั้น ส่วนพรรคเพื่อไทย มี 141 เสียง ไม่ได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด และยังสูญเสียการนำในสภาสูง จึงต้องอาศัยภูมิใจไทย ฉะนั้นสองพรรคนี้ต้องอยู่แบบรอมชอมกัน จึงจะไปต่อได้
เรื่องตำแหน่งนายกฯ ต้องเข้าใจการเมืองที่แท้จริงว่า ระยะเวลาของรัฐบาลเหลือแค่ 2 ปี 7 เดือน ไม่ใช่ 3 ปี เพราะอายุสภานับถึง 4 ปีจากวันเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา หาก "นายกฯ แพทองธาร" อยู่อีก 1 ปีครึ่ง หรือ 2 ปี จะเหลือเวลาให้คุณอนุทินอีกเพียง 1 ปี หรือไม่ถึงปี และช่วง 3-6 เดือนสุดท้ายของปีที่ 4 รัฐบาลก็ทำอะไรไม่ได้มากแล้ว เพราะต้องเตรียมสู้ศึกเลือกตั้ง ฉะนั้นสูตรนายกฯคนละครึ่งจึงเป็นไปได้ไม่ได้
ด้วยเหตุนี้การเปลี่ยนแปลงตัวนายกฯ จากการตกลงกัน จึงไม่น่าจะเกิดขึ้น เว้นแต่มีอุบัติเหตุ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องตกลงกันล่วงหน้าอยู่ดี เพราะเป็นไปตามหน้างานและสถานการณ์ ณ เวลานั้นอยู่แล้ว การประคับประคองให้รัฐบาลอยู่ได้ต่อไป จึงสำคัญและน่าจะต้องคุยกันมากกว่า
สำหรับวลี "มันจบแล้วครับนาย" ที่ทำให้หลายคนเชื่อว่า เป็นความแค้นที่ไม่เลือนหาย และรอวันสะสางนั้น คุณศักดา บอกว่า วลีนี้อาจจะเกิดขึ้นจริง แต่ก็เป็นไปตามสถานการณ์การเมืองในช่วงนั้น จึงไม่น่าจะถึงขั้นโกรธแค้นกันจน "ผีไม่เผา เงาไม่เหยียบ" และเมื่อวันนี้สถานการณ์ทางการเมืองบีบให้ต้องจับมือกัน ก็อาจจะมีวลีใหม่เกิดขึ้น คือ "เริ่มกันใหม่มั้ยครับนาย" เพราะคนการเมืองเป็นมนุษย์พันธุ์พิเศษ
คำร้อง "ธีรยุทธ" ไร้ผลเปลี่ยนนายกฯ - เพื่อไทยยังไปต่อ
เช่นเดียวกับเรื่อง "คำร้อง" ของคุณธีรยุทธ สุวรรณเกษร ทนายความอิสระ เรื่องล้มล้างการปกครอง ต้องบอกว่า คุณไพบูลย์ นิติตะวัน เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ โหมกระแสแรงเกินไป ทั้งที่การยื่นศาลรัฐธรรมนูญของคุณธีรยุทธ เป็นขั้นตอนปกติ กล่าวคือ ไปยื่นอัยการสูงสุดมาครบ 15 วันแล้ว อัยการสูงสุดไม่ได้ดำเนินการใดๆ จึงมายื่นศาลรัฐธรรมนูญต่อ
นอกจากนั้น ประเด็นที่ยื่นต่อศาล เป็นคำร้องตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 ผลคือศาลสั่งให้หยุดการกระทำ หากศาลสั่งให้หยุดการกระทำจริง จึงจะนำคำวินิจฉัยนั้นไปเป็นสารตั้งต้นยื่นคำร้องยุบพรรคต่อไป แต่ถ้าไม่มีมูล เช่น ไม่มีประเด็นของการล้มล้างการปกครอง ก็ถือว่าจบ
คุณศักดา บอกด้วยว่า มาตรา 49 เป็นเรื่องการล้มล้างรัฐธรรมนูญและการปกครอง จึงเปิดโอกาสให้พลเมืองแค่คนเดียว ยื่นเรื่องได้โดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญ แต่จุดเริ่มต้นของความล่มสลายของรัฐบาลตามที่คุณไพบูลย์พูด ศาลต้องมีคำวินิจฉัยก่อนให้หยุดการกระทำ จึงจะนำคำวินิจฉัยนั้นไปยื่นยุบพรรคอีกที ซึ่งยังอีกนานมาก แต่รัฐบาลใกล้หมดวาระแล้ว เหลืออีกแค่ 2 ปี 7 เดือน
ฉะนั้น จึงเชื่อว่าหลังจากนี้ความราบรื่นของการบริหารแผ่นดินจะดีขึ้นกว่าเดิม และผลักดันเรื่องต่างๆ ไปได้ ทั้งกฎหมายว่าด้วยการออกเสียงประชามติ หรือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะต้องมาเริ่มคุยกันใหม่ เพราะที่ผ่านมาภูมิใจไทยมองว่าไม่ได้คุยกับตนก่อน ส่วนการนิรโทษกรรม ต้องหารือกันว่ามีประเด็นอ่อนไหวอย่างไร และคาดว่าจะไม่เข้าสู่สภาในสมัยประชุมนี้ จึงมีเวลาพูดคุยกันอีกหลายเดือน