ไล่เรียงห้วงเวลาที่อาจไม่เป็นผลบวกนักของ"พลตำรวจเอกสุรเชชษฐ์" จะพบว่า ตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2567(นายกรัฐมนตรีลงนามให้พลตำรวจเอกต่อศักดิ์ สุขวิมลและพลตำรวจเอกสุรเชชษฐ์มาช่วยราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี)เป็นต้นมานั้น
จังหวะขยับของพล "ตำรวจเอกสุรเชชษฐ์" และพวก พบว่า พวกเขาต่อสู้เชิงเทคนิคกฎหมายล้วนๆว่า สำนักนายกฯและสตช.ใช้กฎหมายผิดมาตรา/ไม่มีอำนาจสั่งให้ "พลตำรวจเอกสุรเชชษฐ์" ออกจากราชการไว้ก่อน แต่ตอนนั้นหากมองลึกๆจะพบว่า บิ๊กโจ๊ก"เว้นวรรค"ไม่กล่าวถึงและลงรายละเอียดของรูปคดีที่ถูกกล่าวหาแม้แต่น้อย รวมทั้งยังไล่ฟ้องขั้วตรงข้าม เช่น สร.1/กรรมการก.ตร./อดีตนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่/ยื่นถอดถอนกรรมการปปช.จนเป็นสีสันรายวัน
วันที่ 26 มิถุนายน 2567 "นายกรัฐมนตรี" เป็นประธานการประชุม ก.ตร. ครั้งที่ 5 /2567 พิจารณาเรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยข้าราชการตำรวจ กรณีคำสั่งให้ "พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์" ออกจากราชการไว้ก่อน นั้นก.ตร.12เสียงเห็นว่า คำสั่งดังกล่าวชอบด้วยกฎหมาย และทำให้ "พลตำรวจเอกสุรเชชษฐ์" ยื่นคำร้องต่อ ก.พค.ตร. จากนั้นวันที่ 6 สิงหาคม 2567 ที่ประชุม ก.พ.ค.ตร. มีมติว่า คำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ 178/2567 ที่ให้ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ ออกจากราชการไว้ก่อน "เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย และกฎ ก.ตร."
วันที่ 15 สิงหาคม2567 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้ "พลตำรวจเอกสุรเชชษฐ์" พ้นจากตำแหน่งรองผบ.ตร.ตั้งแต่วันที่18เมษายน2567 (วันที่รรท.ผบ.ตร.ลงนามในคำสั่งให้พลตำรวจเอกสุรเชชษฐ์ออกจากราชการไว้ก่อน)
ดังนััน เวลาจากนี้ไปน่าจับตาว่า "พลตำรวจเอกสุรเชชษฐ์" จะยื่นเรื่องนี้ต่อศาลปกครองสูงสุดเมื่อใด และอ่านใจตุลาการศาลปกครองสูงสุดว่าจะรับคำร้องของ "พลตำรวจเอกสุรเชชษฐ์"ไว้วินิจฉัยหรือไม่....
มีข้อมูลจากแวดวงตราชั่งแจ้งว่า "พลตำรวจเอกสุรเชชษฐ์" น่าจะขยับจะหวะนี้หลังวันที่ 1 ตุลาคมเป็นต้นไป เพราะเป็นวันเริ่มต้นการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการทุกหน่วยงานตามปีงบประมาณ
โดยมีกระแสข่าวว่า จังหวะการยื่นเรื่องต่อ "ศาลปกครองสูงสุด"นั้น "พลตำรวจเอกสุรเชชษฐ์" อาจรอห้วงเวลาดังกล่าวให้มาถึงและอาจรอใครบางคนที่จะดูแลสำนวนคำร้องดังกล่าว "เพื่อพลิกโผ....."และเป็นความหวังสุดท้ายกับโอกาสในเส้นทางสีกากี
แว่วว่า ใครบางคนที่"พลตำรวจเอกสุรเชชษฐ์" รอคอย มีพื้นเพทางปักษ์ใต้และเคยรับราชการในจังหวัดบ้านเกิดของ"พลตำรวจเอกสุรเชชษฐ์"อีกด้วย
ส่วนสำนวนคดีย่านแวดวงสนามบินน้ำนั้น มีข้อมูลว่า บุคลากรของป.ป.ช.ที่มีส่วนพัวพันกับ "พลตำรวจเอกสุรเชชษฐ์" ตามสำนวน1,420หน้าของบก.ปปป.ที่ชี้มูลไปนั้น ตอนนี้ใครบางคนกำลังใช้กลเม็ดเคล็ดลับที่ล้ำลึกยิ่ง...
เพราะใครคนนั้นเสนอความเห็นว่า การชี้มูลของบก.ปปป.นั้น หากบุคลากร ของป.ป.ช.ที่ถูกกล่าวหา "มิได้มีหน้าที่ทำงาน/กำกับดูแลหน่วยงานนั้นๆโดยตรง" จะเอาผิดไม่ได้?
แปลความให้เข้าใจง่ายๆว่า การที่ บก.ปปป.ชี้มูลว่า คนวงในป.ป.ช.ที่ไปช่วยเหลือ "พลตำรวจเอกสุรเชชษฐ์" มีความผิด... หากพบว่าแท้จริงแล้วบุคลากรของ ป.ป.ช. ที่ถูกกล่าวหา "ไม่ได้ทำงานในหน่วยงานที่ดูแลเรื่องราวโดยตรงที่เกี่ยวข้องกับพลตำรวจเอกสุรเชชษฐ์" ป.ป.ช. "ไม่สามารถชี้มูลความผิดและลงโทษได้" เพราะผู้ที่ถูกกล่าวหา"ไม่ได้มีหน้าที่โดยตรง...."
อาจส่งผลให้สำนวนการกล่าวหาของบก.ปปป.ที่ชี้มูล"พลตำรวจเอกสุรเชชษฐ์" และพวกในมือป.ป.ช.อาจจะลงโทษใครไม่ได้เลย...หากข้อมูลนี้ จากสนามบินน้ำ พบว่า มีการเดินเกมตามนี้จริง น่าจะทำให้คดีพลิกขนานใหญ่ ชนิดที่มึนกันไปทั้งวงการองค์กรอิสระ และแวดวงยุติธรรม
แต่ผลของ"คดีพลิก" อาจเป็นผลดีกับใครบางคน เพราะสองกระดานนี้คือ "สองเกมสุดท้าย" ที่ "พลตำรวจเอกสุรเชชษฐ์"น่าจะรอผลบวกอันอาจลางเลือนอยู่....ด้วยใจลุ้นระทึก