สอนกฎหมาย "คำสั่ง - คำพิพากษา" ผลแบบเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้นายกฯ อาจไม่ได้คิด หรือคิดไม่รอบคอบ เพราะกระทำไปตามความเห็นของผู้มีอำนาจเหนือกว่า เมื่อขอให้ตั้ง ก็ตั้งไป แต่นายกฯ ย่อมหนีความรับผิดชอบไม่พ้น
ทั้งนี้ ยอมรับว่ากรณีของนายกฯ ยังต้องรอการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ แต่กรณีของนายพิชิต ไม่มีประเด็นน่าสงสัยเลย โดยเฉพาะคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (7) ที่ว่า ต้องไม่เป็นผู้ต้องคำพิพากษาให้จำคุก แม้คดีนั้นจะยังไม่ถึงที่สุด หรือมีการรอการลงโทษ
"ฉะนั้นคุณสมบัติข้อนี้จึงเข้มกว่า คุณสมบัติการลงสมัคร สส. ที่เคยต้องโทษจำคุกได้ แต่ต้องพ้นโทษมาเกิน 10 ปีแล้ว ซึ่งเป็นคุณสมบัติการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ตามมาตรา 160 (6) ด้วย แต่มาตราเดียวกัน ยังมีคุณสมบัติที่เข้มยิ่งขึ้นกว่าคุณสมบัติการลงสมัคร สส." นายประพันธ์ กล่าว
ส่วนที่นายพิชิต ระบุว่า โทษจำคุกของตนมาจาก "คำสั่งศาล" ไม่ใช่ "คำพิพากษาของศาล" ตามที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (7) นั้น เป็นเรื่องที่นายพิชิต พูดและคิดเอาเอง เพราะจริงๆ แล้วคำพิพากษาของศาล มี 2 ลักษณะ คือ "คำพิพากษา" กับ "คำสั่ง"
ทั้งนี้ แต่มีผลให้ต้องจำคุกเหมือนกันใช่หรือไม่ ฉะนั้นคำสั่งจึงมีผลตามคำพิพากษา อยากบอกว่าศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ได้ตีความอย่างแคบ จึงขอให้ไปศึกษาคำวินิจฉัยเก่า ๆ ของศาลรัฐธรรมนูญ ยกตัวอย่าง นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกฯ แค่ไปรับเงินบริษัทเอกชน ทำกับข้าวออกทีวี ก็ถือว่าเป็นลูกจ้าง ไม่จำเป็นต้องมีสัญญาจ้าง นี่คือการตีความแบบกว้าง และความเป็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่นำมาอ้างก็ไม่ใช่ถึงที่สุด
สำหรับคำสั่งของศาลที่มีผลให้จำคุก ก็คือคำพิพากษา เพียงแต่บางเรื่องเป็นคำร้อง ศาลก็จะพิพากษา โดยใช้คำสั่ง แต่ถ้าเป็นคดีพิพาท 2 ฝ่าย ศาลจะใช้คำว่า "พิพากษา" แต่ก็มีผลบังคับแบบเดียวกัน คือ บุคคลผู้นั้นต้องจำคุก
"พิชิต" ไขก๊อก-นายกฯ ยังไม่พ้นบ่วง
เมื่อถามว่า หากนายพิชิต และนายกฯลาออกก่อนศาลมีคำวินิจฉัย ทุกอย่างจะจบหรือไม่ สว.ประพันธ์ กล่าวว่ หากลาออกทั้ง 2 คน ศาลอาจสั่งจำหน่ายคดี แต่ถ้านายพิชิต ลาออกคนเดียว คดียังไม่จบ เพราะยังมีประเด็นวินิจฉัยเรื่องนายกฯอยู่ เพราะถือว่ากระทำผิดสำเร็จไปแล้ว