นอกจากนี้ การเป็นรัฐมนตรียุคใหม่ต้องทำหน้าที่เป็นเซลส์แมนของประเทศ ซึ่งการที่ตนเดินทางเยือนต่างประเทศแต่ละครั้ง บทบาทอย่างหนึ่ง คือ การช่วยรับรอง สนับสนุน และนำเสนอภาคเอกชนของไทย ให้ได้รับความน่าเชื่อจากกองทัพของในประเทศที่ไป เช่น อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ซึ่งตนก็ได้พบหารือกับรัฐมนตรีกลาโหม ผู้นำกองทัพ และภาคเอกชนของทั้งสองประเทศ จนนำมาสู่ความก้าวหน้าในการที่จะมีแผนการจัดทำข้อตกลง หรือ MOU ร่วมกัน
อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้ ดังนั้น ตนในฐานะ รมว.กลาโหม จึงต้องมีความตระหนัก และให้ถือว่าเป็นภาระหน้าที่สำคัญอย่างหนึ่ง ที่จะต้องทำให้จริงจัง เพราะนอกจากจะเป็นการสนับสนุนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย ลดรายจ่ายจากการนำเข้าแล้ว ยังสร้างมูลค่ามหาศาลล่อเลี้ยงระบบเศรษฐกิจทั้งในภาคแรงงาน และภาคอุตสาหกรรมของประเทศให้เกิดความอย่างยั่งยืน
ขณะที่ "นายกานต์ กุลหิรัญ" กรรมการผู้จัดการบริษัทชัยเสรี เม็ททอล แอน รับเบอร์ จำกัด กล่าวว่า บริษัทชัยเสรี ดำเนินธุรกิจผลิต จำหน่าย และซ่อมบำรุง Defense Land System และยุทโธปกรณ์ทางทหาร มีฐานการผลิต ทีมวิศวกร และช่างจากในประเทศไทย มีศักยภาพเป็นที่ยอมรับ ส่งออกไปขายในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก รวมทั้งองค์การสหประชาชาติ
อย่างไรก็ดี การที่กระทรวงกลาโหมกำลังมีนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ที่จะกำหนดให้กองทัพ เริ่มทะยอยซื้อยุทโธปกรณ์ที่ผลิตในประเทศมากขึ้นนั้น นอกจากจะเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ประกอบการที่จะเร่งพัฒนาสินค้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ยังช่วยลดรายจ่ายของภาครัฐได้อย่างมหาศาล เพราะการซ่อมบำรุง การขนส่ง การอัพเกรดซอฟต์แวร์ ช่าง หรือ อื่นๆ ก็จะทำได้ง่าย ไม่จำเป็นต้องส่งกลับไปประเทศต้นทาง เพราะในทุกกระบวนการ มีต้นทุนและค่าใช้จ่ายสูงมาก
ด้าน "นายกฤต กุลหิรัญ" ผู้ช่วยผู้จัดการบริษัทชัยเสรี เม็ททอล แอน รับเบอร์ จำกัด กล่าวด้วยว่า ต้องขอขอบคุณกระทรวงกลาโหมที่ให้ความสำคัญและสนับสนุนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย ซึ่งทางบริษัทเป็นหนึ่งในหลายบริษัท ที่มีโอกาสได้ร่วมคณะในการเยือนประเทศต่างๆ กับรัฐมนตรีกลาโหม ซึ่งตนได้มีโอกาสร่วมคณะไปเยือนอินโดนีเซีย สิงคโปร์ และมาเลเซีย
"การที่ชัยเสรีได้ร่วมกับกระทรวงกลาโหม จัดตั้งบริษัทร่วมทุนชื่อ TDI นั้น จะทำให้รัฐบาลและกองทัพประเทศต่าง ๆ เกิดความมั่นใจ และเชื่อมั่นในสินค้าและยุทโธปกรณ์มากขึ้น เพราะแต่ละชิ้นล้วนมีมูลค่าที่สูงมาก หากเราขายแบบ G to G หรือรัฐต่อรัฐ ย่อมเพิ่มโอกาสในการตัดสินใจจากผู้ซื้อ เพราะบางประเทศไม่ซื้อตรงจากเอกชนเลย ดังนั้น วันนี้เรามีท่านรัฐมนตรีเป็นเซลส์แมนให้ ภาคเอกชนก็มีความคล่องตัวมากขึ้น ประเทศได้กำไร เกิดการจ้างงานจ้างอาชีพ สร้างเศรษฐกิจของประเทศให้เข้มแข็ง" นายกฤต กล่าว
อย่างไรก็ตาม สุดท้ายตนอยากฝากให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องของข้อกฎหมาย ที่บางอย่างยังเป็นอุปสรรคสำคัญ ในการดำเนินการของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ รวมถึงการที่รัฐบาลควรจะต้องมีนโยบายเรื่อง offset policy เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของคนในชาติ จากการนำเข้ายุทโธปกรณ์จากต่างประเทศ โดยให้คำนึงถึงการจ้างงาน และการชดเชยไม่ว่าจะทางตรง หรือทางอ้อมให้กับคนในประเทศเป็นสำคัญ