ด้าน "นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย" อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตรมว.ต่างประเทศ เห็นว่า สงครามสมัยใหม่ และสงครามตามรูปแบบ หรือ Conventional Wars เกิดขึ้นพร้อมกัน และส่งผลต่อเศรษฐกิจ ทั้งไกลประเทศไทย และใกล้ประเทศไทย ดังนั้น ทุกภาคส่วนในไทยจะต้องเตรียมตัว อย่างเช่นสถานการณ์ในเมียนมา กลายเป็นเรื่องภูมิศาสตร์การเมือง หรือ GEO Politics ไปแล้ว เพราะไม่ใช่แค่ปัญหาภายในเมียนมาเท่านั้น
ทั้งนี้ เพราะจีนก็เข้ามามีบทบาท แทรกแซงรัฐทางเหนือของเมียนมา ที่มีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมกันกับจีน ซึ่งในอดีตรัฐบาลไทย ประสานรัฐบาลเมียนมา อาจจะได้ แต่ปัจจุบัน อาจจะต้องประสานกับหลายกลุ่มในเมียนมา ที่มีหลากหลาย ดังนั้น จึงเชื่อว่า สงครามแบบใหม่ และสงครามตามรูปแบบ ที่เกิดขึ้นในยุคนี้ มีความเชื่อมโยงกัน
"เพราะส่งผลกระทบทางศรษฐกิจ เช่น เหตุการณ์ในเมียนมา ก็กระทบต่อการค้าขายแดนแม่สอด ทำให้นักธุรกิจต้องหาช่องทางการขนส่ง ซึ่งก็จะส่งผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นด้วย และคาดว่าสถานการณ์ จะยังยืดเยื้อไปอีกนาน และจะส่งผลกระทบต่อไทย ทั้งจำนวนผู้ลี้ภัย, อาวุธที่ข้ามฝั่งมา, ปัญหายาเสพติด หรือแม้แต่ก่อนหน้านี้ ที่หลายประเทศประกาศ Sanction รัสเซีย ก็ส่งผลกรทบต่อราคาน้ำมัน เงินเฟ้อ และอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นทั่วโลก ซึ่งหากไทยไม่ขึ้นดอกเบี้ย ก็จะทำให้เงินไหลออก และค่าเงินอ่อน ซึ่งก็จะส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานไทยด้วย" อดีตรองนายกฯ ระบุ
อย่างไรก็ตาม มองว่าปัญหาการศึกษาไทย หลักสูตรยังติดปัญหาเชิงโครงสร้าง บริหารด้วยกฎหมาย รัฐบาลจึงควรใช้งบประมาณ หรือแบ่งมาจากงบประมาณ 560,000 ล้านบาท (โครงการดิจิทัลวอลเล็ต) ประมาณ 100,000 ล้านบาท มายกเครื่องการเรียนรู้ของประชาชนให้เพิ่มทักษะได้ เพื่อให้ประชาชน
ทั้งนี้ เพื่อให้ทันโลกในยุค Disruption ไม่จำเป็นจะต้องเรียนให้ครบ 4 ปี แล้วเรียนจบเริ่มทำงาน แต่อาจจะปรับเปลี่ยน เช่น เรียน 1 ปี และไปทำงาน 2 ปี หรือเมื่อกลับมาเรียนแล้ว สามารถนำหน่วยกิตย้ายไปเรียนมหาวิทยาลัยอื่นได้ เป็นต้น เพื่อไม่ให้ประเทศไทยรั้งท้ายอาเซียน พร้อมเห็นว่า ผู้นำรัฐบาล จะต้องวัดสัญญาณในอนาคตให้ได้ เพื่อให้ภาคเอกชนได้เตรียมตัว และวางแผนการบริหาร