ขณะที่ "นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล" ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน หรือ วิปฝ่ายค้าน กล่าวว่า ฝ่ายค้านยังหารือกันอยู่ว่าจะไปร่วมประชุมตกลงกรอบเวลาดังกล่าวหรือไม่ เพราะขณะนี้ทุกคนอยู่ระหว่างการเตรียมพร้อมสำหรับการอภิปรายทั่วไป และคิดว่าการตกลงให้เวลาฝ่ายค้าน 22 ชั่วโมง และ ครม. 6 ชั่วโมง เป็นข้อตกลงที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 23 มี.ค. ที่ผ่านมา และฝ่ายรัฐบาลเป็นคนยื่นข้อเสนอนี้เอง ประเมินเองว่าจะใช้เวลาตามนี้ ซึ่งตนก็ไม่ได้ขอเพิ่ม
"ถามว่าจะมีการปรับเปลี่ยนกรอบใหม่ได้หรือไม่ ก็ต้องบอกว่าเปลี่ยนได้ หากมาปรับเปลี่ยนหลังวันที่ 23 มี.ค. ในไม่กี่วัน แต่การจะมาเปลี่ยนข้อตกลง 1 ชั่วโมง ก่อนที่จะมีการอภิปราย ซึ่งฝ่ายค้านได้มีการเตรียมการและเตรียมผู้อภิปรายกันมาหมดแล้ว 22 ชั่วโมง แล้วอยู่ๆจะมาตัดเวลาในการอภิปรายของฝ่ายค้านออก 4 ชั่วโมง ภายในระยะเวลา 1 ชั่วโมงก่อนการอภิปราย คิดว่าเป็นเรื่องที่ไม่มีความยุติธรรมและไม่มีความชอบธรรมใดๆเลย ที่จะทำแบบนั้น" ประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าว
ทั้งนี้ ตนต้องขอเรียกร้องไปยังประธานด้วยว่า เหตุการณ์แบบนี้ไม่ควรจะเกิดขึ้น และประธานก็ควรต้องวางตัวเป็นกลาง ว่าการเปลี่ยนข้อตกลงก่อน 1 ชั่วโมง ที่จะมีการอภิปรายจริง โดยที่เป็นกรอบเวลาที่เป็นข้อตกลงร่วมทุกฝ่าย ดังนั้น เป็นธรรมกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งและฝ่ายค้านหรือไม่
สำหรับกรณีที่ประธานวิปรัฐบาลบอกว่าเป็นการปรับเปลี่ยนเพื่อความเป็นธรรมเพื่อให้รัฐบาลมีเวลาในการชี้แจงได้ครบถ้วนนั้น ซึ่งหากคำนึงถึงความเป็นธรรม ก็ต้องถามกลับไปว่า การตัดเวลาของฝ่ายค้านลงไป 4 ชั่วโมง ซึ่งเทียบเท่า 1 ใน 5 ของเวลาที่ตกลงกันไว้ในตอนแรก เป็นธรรมกับฝ่ายค้านหรือไม่ และฝ่ายรัฐบาลเป็นคนเสนอเวลามาเอง
"ขอย้ำว่าในที่ประชุมวันนั้น ผมยังหันกลับไปถามกับฝ่ายรัฐบาล คนหนึ่งอย่างไม่เป็นทางการด้วยซ้ำว่าระยะเวลา 6 ชั่วโมงในการชี้แจงพอจริงหรือ และในเมื่อทางรัฐบาลยืนยันว่าพอ ทางฝ่ายค้านก็ตกลงไปตามนั้น แต่การจะมาเพิ่งคิดได้ทีหลังว่าอาจจะไม่พอ ผมก็ยินดีที่จะเพิ่มเวลาให้โดยที่เลิกประชุมดึกกว่าเดิม ทั้ง 2 วันก็ได้ ไม่มีปัญหาและฝ่ายค้านก็อยากจะได้คำตอบที่ชัดเจนจากรัฐบาลเช่นกัน ซึ่งเราไม่มีปัญหาเลย หาก ครม. จะใช้เวลา ชี้แจงเยอะ แต่จะมาตัดเวลาฝ่ายค้านแล้วมาตกลงกัน 1 ชั่วโมง ก่อนที่จะอภิปรายนั้น คิดว่าทำไม่ได้ จึงขอยืนยันเวลาของฝ่ายค้านที่ 22 ชั่วโมงเนื่องจากได้มีการจัดสรรเวลา กับพรรคร่วมฝ่ายค้านกันแล้ว" นายปกรณ์วุฒิ กล่าว
ส่วนหากตกลงกันไม่ได้แล้วรัฐบาลใช้เสียงข้างมากลงมติเรื่องกรอบเวลาจะทำอย่างไรนั้น ก็ต้องเจรจากันก่อนอยู่แล้ว และต้องยอมรับว่า หากลงมติกัน ไม่มีวันที่ฝ่ายค้านจะชนะ และขอให้จับตาดูว่าจะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ที่เวทีตรวจสอบรัฐบาลของฝ่ายค้าน ที่มีอยู่เพียงไม่กี่เวที จะมาใช้เสียงข้างมากลากไป เพื่อจะมาเปลี่ยนจำนวนเวลาในการอภิปราย คิดว่าประวัติศาสตร์ทางการเมืองไทยในระบบรัฐสภาไม่เคยมีแบบนี้ ถ้ารัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทยจะมาปิดกั้น ขัดขวางระบบการตรวจสอบของรัฐสภาแบบนี้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์นั้น ตนคิดว่าไม่สง่างามเลย
เมื่อถามว่า จะมีการเตรียมตั้งรับอย่างไรนั้น นายปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า ก็คงต้องมีการเจรจากัน และอาจจะต้องมีการพูดคุยเจรจากันในห้องประชุมใหญ่ก่อนที่จะเริ่มอภิปรายว่าตกลงจะเอาอย่างไร แต่การคุยตอนเช้าก่อนประชุมนั้น ตนคงไม่สะดวกที่จะเข้าร่วม แต่ก็มีวิปพรรครัฐบาลหลายคน ซึ่งยังคงประเมินกันอยู่
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าในวันพรุ่งนี้หากฝ่ายค้านไม่เข้าร่วมประชุมวิป 3 ฝ่าย ก็อยากให้สาธารณะชนได้ทราบไว้ก่อนว่า เอกสารใดๆที่ออกมา ไม่มีส่วนร่วมของทางฝ่ายค้าน และเป็นการพูดคุยตกลงกันเองของฝ่ายรัฐบาล ที่จะขัดขวางการตรวจสอบของฝ่ายค้าน
ขณะที่ "นายปิยรัฐ จงเทพ" สส.กรุงเทพ พรรคก้าวไกล กล่าวว่า แม้ตนจะไม่ได้เป็นหนึ่งในผู้อภิปรายและไม่ทราบเนื้อหาทั้งหมด แต่ยังอยากให้ประชาชนได้ติดตาม เพราะประเด็นครอบคลุม การทำงานของรัฐบาลแน่นอน
ส่วนที่มีกระแสข่าวว่าพรรคประชาธิปัตย์จะเอนเอียงไปอยู่ฝั่งรัฐบาล จะ กระทบกับเสถียรภาพ การทำงานของฝ่ายค้านหรือไม่นั้น ซึ่งเรื่องนี้ขอให้รอฟังเช่นเดียวกัน และไม่แน่ใจว่าที่บอกว่าเอนเอียงจะเอนเอียงในเรื่องใด ซึ่งแน่นอนว่ามาตรา 152 ไม่ได้ลงมติอยู่แล้ว คงไม่มีใครที่จะยกมือให้ผ่านหรือไม่ให้ผ่าน ฉะนั้น การซักถามก็เป็นประโยชน์กับรัฐบาลด้วยซ้ำไป และเชื่อว่าหากรัฐมนตรีตอบได้ ก็จะเป็นประโยชน์กับประชาชนร่วมกัน
ส่วนที่มีการตั้งคำถามว่าหัวข้อที่พรรคก้าวไกลคิดไม่สร้างสรรค์นั้น มองว่า จะสร้างสรรค์หรือไม่ อยู่ที่เนื้อหา หัวข้อมีไว้เพื่อให้ติดตาม ดังนั้น ขอให้ฟังเนื้อหาทั้งหมดในวันที่ 3-4 เม.ย.นี้
สำหรับประเด็นการพูดถึง "นายทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งจริง ๆ เรื่องนี้ไม่ต้องพูดก็ได้ เพราะ "นายรังสิมันต์ โรม" สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ได้ตั้งกระทู้ถามในสภาจัดหนักไปแล้ว ถ้าจะพูดต่อไป ก็คงจะเป็นเรื่องรายละเอียด ซึ่งในหัวข้อกระบวนการยุติธรรมก็มีการพูดถึงเรื่องนี้อยู่แล้ว