"พิธา" เกี่ยวอย่างไรกับการกระทำ
ย้อนกลับไปข้างต้น "พิธา" คือผู้ใช้ตำแหน่ง สส. เป็นนายประกัน "ตะวัน ทะลุวัง" แต่ขณะเดียวกันในวันที่ศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำตัดสิน วันที่ 31 ม.ค. ก็ได้มีการพูดถึงประเด็นนี้ไว้
โดย "ตะวัน ทะลุวัง" เคยถูกจับถึง 2 ครั้ง ในข้อหา 112
ครั้งแรก วันที่ 8 ก.พ. 2565 กรณีทำโพลติดสติกเกอร์เรื่องขบวนเสด็จ ที่ศูนย์การค้าแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ต่อมาได้รับการประกันตัว
ครั้งที่ 2 วันที่ 5 มี.ค. 2565 ถูกดำเนินคดีกรณีเฟซบุ๊กไลฟ์รอรับขบวนเสด็จ บริเวณถนนราชดำเนิน และต่อมาก็ได้รับการประกันตัวอีกครั้ง
แต่ก็ถูกถอนประกัน เมื่อวันที่ 20 เม.ย. 2566 กรณีแชร์ข้อความในเฟซบุ๊กที่เข้าข่ายความผิดตามมาตรา 112 และมีพฤติกรรมขับรถเข้าใกล้พื้นที่รับเสด็จ
ซึ่งหลังถอนประกัน "ตะวัน" ได้ถูกส่งตัวเข้าทัณฑสถานหญิงกลาง และระหว่างนั้นได้อดอาหารประท้วงเป็นเวลา 37 วัน ก่อนที่ "พิธา" จะยื่นประกันโดยเป็นนายประกัน โดยศาลมีเงื่อนไขให้พิธาปฏิบัติตามด้วย โดยเฉพาะการตักเตือนควบคุมไม่ให้กระทำผิดเงื่อนไขของศาลอีก
"นายประกัน" คืออะไร-มีหน้าที่อย่างไร
เว็บไซต์ศาลยุติธรรม ระบุว่า "ผู้ประกัน" หรือ "นายประกัน" หมายถึง บุคคลที่นำทรัพย์สินของตน ซึ่งเรียกว่า "หลักประกัน" มาวางไว้ต่อศาล เพื่อเป็นหลักประกันในการชำระหนี้หากมีกรณีผิดสัญญาประกันตัวผู้ต้องหาหรือจำเลย ในการ "ปล่อยชั่วคราว" ผู้ต้องหาหรือจำเลย ตามการอนุญาตของศาล
โดย "หลักประกัน" ไม่ได้หมายถึงเฉพาะทรัพย์สินเพียงอย่าเดียว แต่ยังรวมถึงตำแหน่งทั้งในทางราชการ และทางการเมืองบางตำแหน่ง ก็สามารถใช้ได้เช่นกัน อย่างเช่น สส.
นอกจากนี้ "นายประกัน" เองก็ยังมีหน้าที่นอกเหนือจากการใช้ทรัพย์สินหรือตำแหน่งมาเพื่อเป็นหลักประกันขอให้ปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาหรือจำเลย คือ ต้องนำตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยมาศาลตามเวลาที่ศาลกำหนด จนกว่าศาลจะวินิจฉัยชี้ขาดคดี หรือมีคำสั่งให้ความรับผิดชอบตามสัญญาประกันหมดไป
หากผู้รับประกันไม่สามารถนำตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยมาศาลตามกำหนดได้ โดยไม่มีเหตุอันสมควร ถือว่าผิดสัญญาประกัน ศาลจะมีคำสั่งปรับผู้ประกันตามวงเงินที่กำหนดไว้ในสัญญาประกัน
นอกจากนี้ กรณีศาลอนุญาตให้ประกันโดยมีเงื่อนไข เช่น ให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานสอบสวน หรือเจ้าหน้าที่ศาล หรือห้ามออกนอกราชอาณาจักร หรือเงื่อนไขอย่างอื่น ผู้ต้องหาหรือจำเลยและผู้ขอประกัน ก็ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าวทั้งหมดด้วย
ผู้ประกันจึงต้องคอยติดตามอยู่เสมอว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยอยู่ที่ใด ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ศาลกำหนดอย่างครบถ้วนหรือไม่
และยังมีเรื่องที่เพิ่งผ่านพ้นไปหมาดๆ เมื่อวันที่ 5 ก.พ. จากกรณีศาลแขวงปทุวัน ได้มีคำพิพากษา 8 จำเลย ประกอบด้วย
- ณัฏฐา มหัทธนา
- พริษฐ์ ชีวารักษ์
- ธนวัฒน์ วงค์ไชย
- ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
- ปิยบุตร แสงกนกกุล
- พรรณิการ์ วานิช
- พิธา ลิ้มเจริญรัตน์
- ไพรัฏฐโชติก์ จันทรขจร
ในความผิดฐานชุมนุมแฟลชม็อบ บริเวณสกายวอล์ก หน้าหอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพ เมื่อวันที่ 14 ธ.ค. 2562 ภายหลัง กกต. มีมติยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคอนาคตใหม่ คดีกู้ยืมเงินจากธนาธร จำนวน 191 ล้านบาท และจำเลยยังได้สลับกันขึ้นปราศรัยในการชุมนุมดังกล่าว
ก่อนศาลจะพิพากษาจำคุก จำเลยทั้ง 8 คน เป็นเวลา 4 เดือน พร้อมปรับ 10,000 บาท แต่ให้รอลงอาญา 2 ปี ส่วนกรณีที่จำเลยไม่แจ้งการชุมนุมและใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นความผิดตามพ.ร.บ.ปรับพินัยฯ ศาลสั่งปรับ 20,200 บาท
โดยจำเลยทั้งหมดเตรียมจะยื่นอุทธรณ์คดี เพราะยังมีประเด็นข้อสงสัยเรื่องของระยะของการชุมนุมใกล้เขตพระราชฐาน ว่าอาจจะมีความคลาดเคลื่อนของ 150 เมตร ว่าวัดจากจุดไหน เพื่อให้เป็นบรรทัดฐานกับคดีอื่นๆ
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงภาพรวมที่ถูกมัดเข้าไว้ด้วย และกลายเป็นทางวิบากให้กับตัว "พิธา" และก้าวไกล รวมถึงเครือข่าย