ส่วนกฎหมายพรรคการเมือง ก็ไม่ได้กำหนดไว้เช่นกัน เพียงแต่มีเงื่อนไขว่า ให้เป็นไปตามกฎข้อบังคับของพรรค ซึ่งตามกฎข้อบังคับของพรรค ระบุไว้ว่า เมื่อหัวหน้าพรรคและคณะกรรมการบริหารพรรคลาออกจากตำแหน่ง จะต้องสรรหาใหม่ภายใน 60 วัน ซึ่งครบกำหนดในวันที่ 13 ก.ค. แต่เนื่องจากมีเหตุสุดวิสัย เพราะการประชุมพรรค มีองค์ประชุมไม่ครบ รักษาการคณะกรรมการการบริหารพรรค จึงมีมติให้ยกเว้น กฎข้อบังคับพรรคในการสรรหาหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหาร 60 วันออกไป ซึ่งในการบริหารพรรคตามกฎหมายรักษาการมีอำนาจเต็มอยู่แล้ว
ย้อนไทม์ไลน์การสรรหาหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
14 พ.ค. 66 นายจุรินทร์ ประกาศลาออก เมื่อเวลา 23.30 น.คืนวันที่ 14 พ.ค.2566 โดยส่งข้อความผ่านไลน์กลุ่มของพรรคประชาธิปัตย์
ล่มครั้งที่ 1 (9 ก.ค. 66) ประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี 2566 ครั้งแรก โดยมีวาระสำคัญคือ การคัดเลือกหัวหน้าพรรคและคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ โดยจัดที่ รร.มิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น เมื่อเวลา 09.00 น. ใช้เวลาประชุมราว 6 ชั่วโมง เมื่อ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รักษาการหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ประกาศยุติการประชุม เมื่อเวลา ประมาณ 15.10 น.เนื่องจากองค์ประชุมไม่ครบ มีเพียง 201 คน จากองค์ประชุมที่กฎหมายพรรคการเมืองกำหนดไว้ขั้นต่ำ 250 คน ทั้งนี้เป็นการประชุมลับ ไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนเข้ารับฟัง
ล่มครั้งที่ 2 (6 ส.ค. 66) จัดการประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี สถานที่เวลาเดิม แต่ครั้งนี้ใช้เวลาประมาณชั่วโมงกว่า ผลเป็นเช่นเดิมมีผู้อยู่ในห้องประชุมเพียง 210 คน
14 พ.ย.66 ประชุมคณะกรรมการพรรค ตั้งรักษาการหัวหน้าพรรคแทน จุรินทร์ ที่ขอลาออกจากรักษาการหัวหน้าพรรค ก่อนการประชุมจะเริ่มขึ้น
สาเหตุการประชุมล่ม ทั้ง 2 ครั้ง เนื่องจากเป็นการวัดพลังกันของ กลุ่มนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ซึ่งมีสส.ปัจจุบันสนับสนุน 18 คน ตามโผคาดว่าจะเสนอ นายนราพัฒน์ แก้วทอง เป็นหัวหน้าพรรค กับกลุ่มผู้อาวุโสของพรรค ที่จะเสนอนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นหัวหน้าพรรค
แต่มีเงื่อนไขสำคัญในการตัดสินแพ้ชนะ อยู่ที่กฎข้อบังคับพรรคในการสรรหาหัวหน้าพรรค ที่ใช้สูตร 70-30 ในการคิดออกมาเป็นเปอร์เซ็นคะแนนเสียง โดยให้น้ำหนัก สส. 70 % และอีก 30 % เป็นองค์ประชุมอื่น(อดีตกรรมการบริหารพรรค และสมาชิกพรรคทั่วประเทศ)
เทียบออกมาเป็นเปอร์เซ็น ดังนี้ ในปัจจุบัน ส.ส. ปชป. มีจำนวน 25 คน มีคะแนนคิดเป็นสัดส่วน 70% นั่นหมายความว่า ส.ส. 1 คน จะมีคะแนน 2.8% (70%/25)
ดังนั้นหากมีผู้เข้าร่วมประชุมขั้นต่ำตามกฎหมายพรรคการเมือง 250 คน ส.ส. 25 คน กับ องค์ประชุมอื่น 225 คน องค์ประชุมอื่น 1 คน จะมีคะแนน 0.13% (30% / 225)
ดังนั้นฝ่ายอาวุโสโหวตอย่างไรก็ไม่มีทางชนะ จึงมีความพยายามต่อรองไม่ให้ใช้กฎข้อบังคับพรรคดังกล่าว แต่ก็ไม่ได้รับความเห็นชอบ จากคณะกรรมการรักษาการที่มี เฉลิมชัย เป็นแกนนำ
ขณะนี้ยังมองไม่เห็นแสงว่า ทั้งสองฝ่ายจะลงเอยกันอย่างไร หรือ วันประวัติศาสตร์ 10 มกรา 2530 จะย้อนกลับมาอีกครั้ง
มาดูวิธีคิดคะแนนสมัย นายจุรินทร์ ได้ถูกคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2562 ซึ่งมีผู้ถูกเสนอชื่อ 4 คน โดยคะแนนแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ คะแนนจาก ส.ส. ของพรรคประชาธิปัตย์ทั้งหมด 52 คน ที่คิดเป็นคะแนนรวม 70% และคะแนนจากสมาชิกพรรคส่วนอื่นๆ คิดเป็นคะแนนรวม 30% โดยผู้สมัครแต่ละคนได้เสียงโหวตแต่ละส่วนดังนี้
เบอร์ 1 นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ได้คะแนนคิดเป็น 3.6965%
เบอร์ 2 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ ได้คะแนนคิดเป็น 50.5995%
เบอร์ 3 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ได้คะแนนคิดเป็น 37.2160%
เบอร์ 4 นายกรณ์ จาติกวณิช ได้คะแนนคิดเป็น 4.881%
คะแนนจาก ส.ส. ของพรรคทั้ง 52 คน (คิดเป็น 70%)
เบอร์ 1 นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ได้ 2 เสียง
เบอร์ 2 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ ได้ 25 เสียง
เบอร์ 3 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ได้ 20 เสียง
เบอร์ 4 นายกรณ์ จาติกวณิช ได้ 5 เสียง
คะแนนจากสมาชิกพรรคส่วนอื่นๆ 239 คน (คิดเป็น 30%)
เบอร์ 1 นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ได้ 8 เสียง
เบอร์ 2 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ ได้ 135 เสียง
เบอร์ 3 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ได้ 82 เสียง
เบอร์ 4 นายกรณ์ จาติกวณิช ได้ 14 เสียง