สำหรับแหล่งเงินที่จะนำมาใช้ในนโยบายดังกล่าวโดย เช่น เงินรัฐวิสาหกิจ ขณะนี้ธนาคารออมสินบอกว่าไม่สามารถให้กู้กับรัฐบาลได้ แต่รัฐบาลอาจจะเล็งไปที่รัฐวิสาหกิจอื่น แต่ต้องพิจารณาในเรื่องพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลัง มีเงื่อนไขล็อคไว้ 2 ส่วน คือมาตรา 9 วรรค 3 ถ้าหากเป็นการทำโครงการเพื่อความนิยมทางการเมืองที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศชาติและประชาชน ไม่สามารถทำได้
ส่วนอีกเรื่องคือการให้รัฐวิสาหกิจเข้ามาหาเงิน สำหรับโครงการดังกล่าวนี้จะต้องอยู่ในของวัตถุประสงค์ของรัฐวิสาหกิจ ส่วนที่จะออกมาเป็นงบประมาณผูกพัน ซึ่งจะออกมาในลักษณะของการทยอยจ่าย เรื่องนี้จะไม่สามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ และตั้งข้อสังเกตว่าการจะมีงบประมาณและเป็นงบผูกพันถือเป็นการใส่กุญแจมือรัฐบาลในอนาคต
"การทำโครงการทำเพื่อความนิยมทางการเมือง มองว่าเป็นเรื่องที่อันตราย นอกจากนี้การจะใช้ระบบบล็อกเชน การกำหนดเงื่อนไขต่าง ๆ จะเกิดกระบวนการรับซื้อส่วนลดเป็นในลักษณะการขายสินค้าให้กับประชาชน 10,000 บาท และให้ประชาชนนำมาใช้คืนในราคา 8,000 บาท เป็นต้น" นายธีระชัย ระบุ
ขณะที่ นายพิสิฐ ลี้อาธรรม อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคลัง และประธานนโยบายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า อยากให้กำลังใจรัฐบาล แต่ 2 เดือนที่ผ่านมายังไม่เห็นอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอัน หากรัฐบาลยังดันทุรังดำเนินการต่อในรูปแบบเดิม จะเกิดความเสี่ยงในกระบวนการคลัง และหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะแก้ไขได้ยากมาก ขณะที่ประเทศไทยยังหารายได้จากการจัดเก็บภาษีได้ยาก ดังนั้น นโยบายดังกล่าวฟังเผิน ๆ เหมือนจะง่าย แต่ก็สร้างความงุนงงสงสัยเรื่องที่มาของงบประมาณ
ทั้งนี้ การแจกเงินเฉพาะผู้ที่อายุมากกว่า 16 ปี แต่เด็กอายุน้อยกว่านั้นก็ต้องใช้จ่ายซื้อของ ทุกคนในเมืองไทยเสียภาษี นโยบายนี้จึงอาจมีความไม่เป็นธรรมด้วย เพราะเด็กที่ไม่ได้เงิน กลับต้องเสียภาษีมาชดใช้หนี้สาธารณะ และเงินที่มอบให้คนรวยก็จะไม่ถูกใช้จ่ายแต่เก็บเอาไว้ จึงไม่ได้สร้างแรงกระตุ้นทางเศรษฐกิจตามเป้าประสงค์ ตนไม่ได้ปฏิเสธการช่วยเหลือผู้ยากไร้ แต่ไม่เห็นด้วยกับการแจกทั้งหมดทุกคน เวลานี้งบประมาณตั้งไว้ แต่รัฐบาลขยับให้การขาดดุลเพิ่มอีกราวแสนล้าน และนโยบายเงินดิจิทัลจะยิ่งทำให้สถานะการคลังย่ำแย่ลงไปอีก จึงเป็นเรื่องน่าห่วง
ส่วนงบประมาณ 5 แสนกว่าล้าน จะกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริงหรือไม่นั้น ความเป็นจริงเป็นไปไม่ได้เลย เพราะสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกฯ ใช้งบกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.5 ล้านล้านบาท มากกว่ารัฐบาลปัจจุบันถึง 3 เท่าตัว ยังทำให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ได้เลย โอกาสที่จะเกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจหลายรอบก็เป็นไปได้ยาก เพราะไทยมีมูลค่าส่งออกสูง เงินจะรั่วไหลไปต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ และเวลานี้รัฐบาลควรรีบนำงบประมาณชั่วคราวที่กฎหมายอนุญาตออกมาใช้ เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ที่งบประมาณปี 2567 ล่าช้า ควรต้องมุ่งการเบิกจ่ายภาครัฐ ที่เร่งด่วนคือเรื่องขาดแคลนน้ำจากภาวะเอลนีโญ หากนำงบมาลงทุนเรื่องนี้ ประชาชนจะได้มีน้ำใช้โดยไม่เปลืองค่าใช้จ่าย
ด้าน นายมานะ มหาสุวีระชัย อดีตประธานคณะกรรมาธิการคมนาคม สภาผู้แทนราษฎร เสนอวิธีแก้ปัญหาให้รัฐบาลใช้เงินอย่างเป็นประโยชน์มากกว่านำไปแจก โดยมองว่านโยบายเงินดิจิทัลถือว่าดีมาก เพราะสามารถพลิกฟื้นเศรษฐกิจในยุคดิจิทัลได้ เป็นนโยบายที่คิดใหญ่จริง แต่จะทำเป็นหรือไม่ ยังไม่แน่ใจ เพราะผ่านมา 2 เดือนการชี้แจงของรัฐบาลสร้างความสับสนไปทั่ว และมีแนวโน้มจะทิ้งแนวคิดดิจิทัลวอลเล็ตด้วย
พร้อมเสนอทางแก้ว่า อีวอลเลตซึ่งเป็นระบบเก่า มีการบันทึกข้อมูลแบบรวมศูนย์อำนาจ และมีเจ้าของข้อมูลแต่ผู้เดียว เป็นระบบปิด ต่างจากดิจิทัลวอลเล็ตที่บันทึกข้อมูลลงบล็อกเชน จึงกระจายอำนาจให้หลายฝ่ายสามารถร่วมกันบันทึกข้อมูลได้โดยไม่มีเจ้าของ ที่สำคัญดิจิทัลวอลเล็ตเป็นระบบเงินสด สามารถส่งต่อมูลค่าเงินกันแล้วได้โดยตรง ขณะที่อีวอลเล็ตเป็นเพียงการแลกเปลี่ยนเครดิตเท่านั้น ยังต้องมีกระบวนการหลังบ้านที่ใช้ค่าใช้จ่ายอีกมาก
โดยการแก้ปัญหารัฐบาลจึงควรมอบหมายธนาคารแห่งประเทศไทยให้สร้างสกุลเงินดิจิทัล หรือ Central Bank Digital Currency (CBDC) ขึ้นมา เป็นระบบการเงินแบบใหม่บนบล็อกเชน ให้สอดคล้องกับนโยบายเงินดิจิทัล เพื่อสร้างปรากฏการณ์ให้ประชาชนสามารถทำธุรกรรมได้สะดวกปลอดภัยกว่าระบบปัจจุบันได้อย่างมหาศาล เพราะลดค่าใช้จ่ายดำเนินการหลังบ้านของแต่ละธนาคารได้ รวมถึงเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจ