นายธนาธร กล่าวต่อว่า แนวโน้มของโลกวันนี้ เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ที่ประเทศไทยไม่มีทางต่อต้านขัดขืนหรือหลีกเลี่ยงได้ เช่น รถยนต์ไร้คนขับ ระบบเอไอ แต่ในสภาพปัจจุบันที่ประเทศไทยเติบโตช้ากว่าเพื่อน ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสูง เข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว ภายใต้เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยแข่งขันกับโลกไม่ได้ และโจทย์สำคัญอีกประการ คือ จะหางานให้คนจบใหม่ และทดแทนคนทำงานที่เกษียณไปทุกปีได้อย่างไร เพราะอุตสาหกรรมที่พาประเทศไทยมาถึงวันนี้ ทั้งยานยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์ มาถึงทางตันแล้ว ทำให้ไม่เกิดการจ้างงานใหม่ๆ คำตอบคือต้องมีการสร้างห่วงโซ่อุปทานใหม่ด้วยการสร้างเทคโนโลยี
ทั้งนี้ ยกตัวอย่างถึงงานที่คณะก้าวหน้าได้ทำร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหลายแห่ง เช่น น้ำประปาดื่มได้ ที่เทศบาลตำบลอาจสามารถ จ.ร้อยเอ็ด ที่ทำให้ดื่มได้ไปแล้ว ทำ IoT ไปแล้ว และขั้นต่อไป คือ การลดปริมาณน้ำที่สูญเสียจากระบบท่อรั่วหรือแตก แม้นี่จะดูเป็นเรื่องเล็ก แต่ปัญหาน้ำประปาเป็นหนึ่งในปัญหาใหญ่ของประเทศไทย แต่ในขณะเดียวกันก็คือโอกาสที่เราจะแก้ปัญหาหลายเรื่องไปพร้อมกันได้
"เพียงน้ำประปาแค่เรื่องเดียวสามารถสร้างห่วงโซ่อุปทานจำนวนมหาศาล นำปัญหาสังคมเป็นตัวตั้ง แปรเป็นอุปสงค์ ใช้การลงทุนภาครัฐมาผลักดันอุตสาหกรรมใหม่ สร้างงาน และสร้างเทคโนโลยีในประเทศ เพื่อแก้ปัญหาความท้าทายจากโลกในปัจจุบันให้ประเทศไทยได้ด้วย นี่คือทิศทางที่ทั่วโลกกำลังเดิน และถ้าไม่ลงทุนสร้างตั้งแต่วันนี้ ในอนาคตไทยก็จะยังคงต้องเป็นผู้นำเข้าเทคโนโลยีแบบนี้ต่อไป" นายธนาธร ระบุ