ต้องหลุดพ้นกับดักวังวนการเมือง
"ฉะนั้นไทยจะกำหนดบทบาทตนเองไว้ตรงไหน ในขณะที่เราติดกับดักอยู่กับการเมืองภายในตั้งแต่ปี 48 เป็นต้นมา ด้วยเหตุปัจจัย 4 ข้อได้แก่ 1.การเมืองไทยติดกับดักในบ้านตัวเองนานจนลืมไปว่าโลกภายนอกเปลี่ยนเร็ว 2.เมื่อเห็นปัญหาที่ติดอยู่ในบ้านจนละเลยว่ามี"โจทย์ชุดใหญ่"ที่อยู่ข้างนอกแล้วก็กระแทกเรา ผมต้องใช้คำว่ากระแทกนะ ไม่ได้กระทบอย่างที่เรารู้สึกเวลาที่ใช้ภาษาวิชาการ
3.โจทย์ภายนอกเคลื่อนเร็วและส่งผลกระทบใหญ่ต่อสถานะของทุกประเทศทั่วโลก อย่างกรณี"สงครามยูเครน" ใครจะคิดว่าไม่ใช่แค่สงครามในยุโรปแต่นำมาซึ่งวิกฤตเศรษฐกิจ วิกฤตอาหาร จะเห็นผู้นำจากแอฟริกาเดินทางเข้าพบสหภาพยุโรปแล้วกำลังเตรียมจะเดินทางจากโปแลนด์เข้าไปพบ"ซิลินสกี้"ที่คีฟ เนื่องจากรัฐในแอฟริกาต้องพึ่งธัญพืชจากยูเครน
ผู้นำแอฟริกาชุดนี้ไปเจอปูตินมาเรียบร้อยเเล้วเขาต้องการให้สงครามจบเพราะไม่อย่างนั้นวิกฤตอาหารเป็นเรื่องใหญ่สำหรับพี่น้องในแอฟริกา แปลว่า โจทย์ชุดนี้"ตกลงใครจะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศคนใหม่ของรัฐบาลไทยในอนาคต ได้คิดถึงประเด็นเหล่านี้หรือยัง"
"ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ" กล่าวถึงหัวข้อที่4.ว่า ถ้าโจทย์เป็นอย่างนี้ การปรับท่าทีทางการทูตของไทยในเวทีภูมิภาคและเวทีโลกจะทำได้จริงแค่ไหน ต้องยอมรับก่อนว่า การปรับตัวของรัฐในด้านนโยบายต่างประเทศ อย่าคิดว่าปรับได้เร็วเพราะโจทย์ของเราเชื่อมกับรัฐมหาอำนาจใหญ่
ต่อให้เราอยากปรับ ถ้ารัฐมหาอำนาจใหญ่เขายังยืนอยู่ ยกตัวอย่าง เลือกตั้งเสร็จ รัฐบาลจีนเสนอขอซ้อมรบกับกองทัพไทยคุณจะตอบอย่างไร แปลว่า การปรับต้องแสวงหาคำตอบที่เป็นผลประโยชน์ที่ชัดสำหรับประเทศไทยในอนาคต
โดยเฉพาะอย่างยิ่งทั้งหมดพัวพันกับประเด็นเดียวข้อสุดท้าย แล้วตกลงในอนาคตเราจะเดินไปในทิศทางอย่างไรในเวทีโลก คำถามพวกนี้ เราเห็นชัดว่า ปี 48 แทบไม่มีเวทีในต่างประเทศพูดคุยเลยเพราะเรามีข้อจำกัดมาก
โจทย์ข้อต่อไป วันนี้เอเชียไม่ได้ใช้คำว่าเอเชียอย่างเดิมเเล้ว แต่จะได้ยินคำว่า"อินโด-แปซิฟิก"วันนี้มิติของการคิดในพื้นที่ทางรัฐศาสตร์จากเอเชีย-แปซิฟิกแบบเดิมแต่เมื่ออดีตประธานาธิบดีโดนัลดิ์ ทรัมป์ เปลี่ยนยุทธศาสตร์ใช้คำใหม่เป็น"อินโด-แปซิฟิก" ทำให้โจทย์ชุดนี้กำลังเปลี่ยนบริบทของเอเชียอีกแบบ
"คำถามในทางกลับกันประเทศไทยคิดอย่างไรกับ"อินโด-แปซิฟิก"จะจัดวางตัวเองอยู่ตรงไหน อย่างไร เพราะตั้งแต่"อดีตประธานาธิบดีทรัมป์"ประกาศนโยบายชุดนี้ หลายประเทศในเอเชียต้องเปิดเวทีสัมมนาใหญ่ในทางวิชาการเพื่อกำหนดทิศทางว่า จะวางบทบาทรัฐบาลกับ"โจทย์อินโด-แปซิฟิค"อย่างไรในอนาคต"
เมื่อรัฐบาลรักษาการไม่เคยพูดถึง ขณะเดียวกันรัฐบาลใหม่ไม่รู้จะเริ่มบริหารเมื่อไหร่ สภาพการณ์แบบนี้ไม่เป็นสุญญากาศระหว่างประเทศหรือ
"ศ.กิตติคุณ ดร. สุรชาติ" กล่าวว่า ไม่อยากใช้คำนั้นเลย เพราะน่ากลัว ใช้เเล้วเท่ากับตอบเราว่า วันนี้คือสุญญากาศการเมืองไทยอีกแบบ ซึ่ง 1 ในนั้นคือสุญญากาศการต่างประเทศ หรือฝั่งนักธุรกิจ นักลงทุนอาจจะบอกว่าก็เป็นสุญญากาศทางเศรษฐกิจเพราะปีกที่ต้องลงทุน ปีกที่ต้องทำเรื่องเศรษฐกิจเขาก็ไม่รู้ว่าตกลงเอาอย่างไร วันนี้เราเปิดเวทีคุยอาจจะเกินกว่าประเด็นที่เป็นโจทย์ทุกวันในสื่อ
อย่างไรก็ตาม"ศ.กิตติคุณ ดร. สุรชาติ" ยอมรับว่า เรายังไม่เห็นนโยบายที่ชัดเจนของรัฐบาลใหม่ แต่สำหรับรัฐบาลเก่ามีความชัด เพราะทิศทางนโยบายเห็นในเก้าปีที่ผ่านมา ทั้งทางด้านการเมืองการทหารแล้วในทางเศรษฐกิจการทหารชัดมาก คือ เรื่องการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์
เอาหล่ะ ผ่านไปแล้วก็ไม่ว่ากันแต่รอบนี้ผมว่าดีที่สุดคือทำการเมืองให้อยู่ในระบบแล้วหันมาร่วมมือด้วยกันทุกฝ่ายเพื่อทำให้การเมืองไทยมีเสถียรภาพแล้วก็มีระบบเกิดขึ้นเพราะเป็นอนาคตของประเทศด้วยกันทั้งหมด
รัฐบาลใหม่กำหนดนโยบายต่างประเทศอย่างไร
ส่วนที่มองกันว่า "พิธา" และ"พรรคก้าวไกล" วางนโยบายต่างประเทศเอนไปทางอเมริกาจะมีปัญหาต่อนโยบายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศระหว่างชาติมหาอำนาจอย่างไร "ศ.กิตติคุณ ดร. สุรชาติ" กล่าวว่า เราอาจต้องนั่งทำใจนิ่งๆสักนิดโดยข้อเท็จจริง เรายังไม่เห็นนโยบายของรัฐบาลใหม่ ถ้าจะพูดในความหมายของตัวรัฐบาล การตั้งรัฐบาลยังไม่เกิดเป็นตัวเป็นตน สิ่งที่ชัดเจน ไม่ใช่นโยบายของพรรคก้าวไกลแต่จะเป็นนโยบายของรัฐบาลใหม่
"นักวิชาการท่านนี้" ยกตัวอย่างประเด็นที่เราเห็น เช่นปัญหาชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีสามพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลเข้าไปเกี่ยว คำถามจะวางจุดยืนอย่างไร หรือแม้กระทั่งคำถามรอบหน้า ถ้ามีรัฐบาลใหม่ที่กรุงเทพ จะโหวตประณามรัสเซียในสงครามยูเครนหรือไม่ นี่คือ โจทย์ใหญ่
"วันนี้ฝั่งแอฟริกาบางส่วนเริ่มเปลี่ยนท่าทีในการโหวตประณามรัสเซียจากเดิมที่เป็นกลาง นี่ของเราถ้าเปลี่ยนรัฐบาลต่างประเทศจะจับตาดูทันทีว่าถ้ามีโหวตในยูเอ็นการลงเสียงรอบหน้า รัฐบาลไทยจะโหวตอย่างไร ก็แปลว่ามีประเด็นต้องคิดแล้ว"
"เราวางตัวเป็นกลาง เราขอสงวนความคิดเห็น คือเป็นภาษาที่แทบจะไม่ตอบอะไร คำว่าวางตัวเป็นกลาง การไม่ลงเสียงในเวทีโลกไม่ใช่เป็นกลาง ซึ่งผมว่า คนไทยเข้าใจผิด เอาหล่ะมีฝั่งตะวันตกโหวตประณามฝั่งที่ Support รัสเซียโหวตค้านไม่รับอีกกลุ่มหนึ่ง แต่มีอีกกลุ่มหนึ่งคือไม่ลง พอไม่ลงถูกตีความในเวทีโลกด้วยสองกระแส
"หนึ่งคุณโหวตตามจีนหรือโหวตในกระแสแอฟริกา แอฟริกาวางตัวเป็นกลางเพราะปัญหาธัญพืชเค้าต้องพึ่งธัญพืช พึ่งปุ๋ย พึ่งอะไรต่างๆหลายอย่างจากทางรัสเซียและยูเครนเขาไม่ต้องการมีปัญหาแต่ในบริบทของพวกเราในเอเชียจะถูกตีความว่าการที่โหวตเป็นกลางอย่างนี้เราเดินตามจีนหรือเปล่าแปลว่าในเวทีโลกเขาไม่ได้ตีความว่าเราเป็นกลางนี่คือตัวอย่างของปัญหา"
การบ้านรอรัฐบาลใหม่
"ศ.กิตติคุณ ดร. สุรชาติ" กล่าวว่า ถ้าเกิดมีการโหวตในยูเอ็น โจทย์นี้เข้ามาแน่ๆ หรือเฉพาะหน้าถ้ามีการโหวตประณามรัฐบาลเมียนมาร์ในเวทีอาเซียนรัฐบาลไทยจะทำอย่างไร ใช่ไหมหลังจากรัฐประหารในเมียนมาร์ ผมว่าเราเห็นท่าทีรัฐบาลไทยมีลักษณะซอฟท์ คือ ค่อนข้างเป็นมิตร ซึ่งผมว่า"รัฐบาลก้าวไกล"จะฉีกไปอีกทาง คำถามหนึ่งที่คุยกันตอนต้นว่าแม้จะผลักนโยบายไปอีกทางได้ก็จริง แต่การปรับตัวด้านต่างประเทศอาจจะมีเงื่อนเวลาพอสมควร แปลว่าเราอาจปรับนโยบายไม่มีลักษณะที่ซอฟท์ หรือเป็นมิตรกับรัฐบาลทหารในเมียนมาร์มากเกินไป แต่จะมีคำถามคาอยู่แล้ว ตกลงไทยจะวางนโยบายอย่างไรก็ยังเป็นคำถาม
"วันนี้ถ้าเราสังเกตบทบาทเรื่องการแก้ปัญหาความรุนแรงในเมียนมาร์หลังรัฐประหาร บทบาทไปตกอยู่กับรัฐมนตรีต่างประเทศของอินโดนีเซียพูดง่ายๆ คือ อินโดนีเซีย ทั้งระดับประธานาธิบดีและรัฐมนตรีเข้ามาเล่นและก็มีบทบาทค่อนข้างมาก คราวนี้ในส่วนของประเทศไทยมีคำถามจะเปลี่ยนหรือไม่ ถ้าเปลี่ยน เปลี่ยนแค่ไหนเป็นสองประเด็นเฉพาะหน้าที่ยังไม่พูดในรายละเอียด"
"โจทย์พวกนี้ ไม่ใช่แค่โจทย์เรื่องการโหวตสงครามยูเครน ยังมีโจทย์เมียนมาร์มารอ แล้วก็มีโจทย์ที่พ่วงเข้ามานั่นคือวิกฤติช่องแคบไต้หวันปัญหาในทะเลจีนใต้ก็มารออยู่อีกเหมือนกัน"
ไม่ต้องพูดเรื่องเศรษฐกิจจากเงื่อนไขสงครามยูเครน ผลกระทบจากโควิดซึ่งยังไม่จบ ผลกระทบจากสงครามยูเครนซึ่งยังเป็นปัญหาใหญ่ ในสายนักวิชาการหลายส่วน เชื่อว่า วิกฤตไม่ได้อยู่ที่ปี 2022 หรือปี 65 แต่วิกฤตอยู่ที่ปี 66 เพราะผลพวงจากปัญหาปี65 จะตกใส่ปี66
อ่านใจว่าที่ผู้นำประเทศต่อการกำหนดนโยบายต่างประเทศ
"ศ.กิตติคุณดร.สุรชาติ" กล่าวว่า มีความเป็นไปได้ที่เขาคงปรับนโยบาย ที่ผมตั้งคำถามว่าการปรับโดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายใหญ่ๆหลายส่วนคิดเองด้านเดียวไม่ได้ เพราะว่าเราดีลกับ 2,3 มหาอำนาจใหญ่คู่ขนาน เราไม่ได้ดีลฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่มีตัวละครใหญ่พูดกันตรงๆ มีตัวยักษ์ใหญ่หรือพี่เบิ้มอยู่ในภูมิภาคทั้งสองฝ่าย คือ ในการปรับจึงอยู่ฝั่งใดฝั่งหนึ่งไม่ได้ เราก็จะบอกว่าปรับต้องให้เกิดสมดุลย์แต่เอาเข้าจริงๆทางปฏิบัติแค่ไหนอย่างไร
"ศ.กิตติคุณ ดร. สุรชาติ" กล่าวว่า สำหรับปัญหาเฉพาะหน้า 1.อะไรคือตัวนโยบายที่จะปรับ 2.ใครคือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศคนใหม่ แน่นอนไม่ใช่"คุณดอน" เพราะถ้าเป็น"คุณดอน"หรือเป็นรัฐบาลเดิม ผมพูดเสมอว่าเราเดาได้เพราะทิศทางนโยบายเก้าปีให้คำตอบพอสมควรแต่พอเป็น"รัฐบาลใหม่"เราอยากเห็นไม่ใช่เฉพาะแค่ตัวนโยบาย ตัวบุคคลที่จะต้องเป็นคนนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติจริง
"อย่างที่ผมพูดเสมอว่าการปรับนโยบาย เราจะปรับบนเงื่อนไขของรัฐ ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับ 2 รัฐมหาอำนาจใหญ่หรืออาจจะ 3 ด้วยซ้ำ ทั้งสหรัฐ จีน รัสเซีย เพราะวันนี้รัสเซียเป็นแหล่งธุรกิจใหญ่สำหรับเราในการท่องเที่ยว ใครไปภูเก็ตจะเห็นนักท่องเที่ยวรัสเซียเยอะขึ้น ในขณะที่ป้ายต้อนรับที่สนามบินเป็นป้ายต้อนรับภาษาจีนน่าแปลกครับ
นโยบายว่าที่รัฐบาลใหม่ เกี่ยวกับเหตุการณ์ทางภาคใต้
"ศ.กิตติคุณดร.สุรชาติ" กล่าวว่า คงต้องรอดูอีกระยะหนึ่ง แต่ถ้าดูจากนโยบายที่ใช้ตอนหาเสียง นโยบายภาคใต้อยู่ในส่วนของการปฏิรูปกองทัพเรื่องถอนทหารออกจากภาคใต้ สมมุติมองภาพใหญ่แล้วปีกพวกนี้ขึ้นมาเป็นรัฐบาลคำถามพื้นๆคือตกลงรัฐบาลใหม่จะทำนโยบายภาคใต้อย่างไร
"สิ่งที่เราอยากเห็นตัวนโยบายจริงๆเพราะเมื่อเป็นรัฐบาลแล้วต้องทำนโยบายในนามรัฐบาลผสม คิดฝั่งเดียวไม่ได้ วันนี้เราเห็นทันทีว่า 3 พรรคที่เข้าไปเป็นแขกรับเชิญในเวทีนักศึกษาตกลง 3 พรรคตอบรับนโยบายอย่างนั้นหรือไม่"
เมื่อเป็นรัฐบาลจริงๆ อาจต้องชั่งน้ำหนัก เพราะสถานการณ์ในภาคใต้มีทั้งปัญหาความมั่นคง ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาการเมือง และปัญหาที่อยู่นอกเวทีคือปัญหาอาชญากรรมบางเรื่องเช่นกรณีน้ำมันเถื่อน เมื่อเป็นรัฐบาลแล้วต้องเห็นภาพรวมของปัญหา เห็นเพียงเศษเสี้ยวปัญหาหนึ่งไม่ได้ แล้วที่สำคัญคือพื้นที่ ที่อยู่ร่วมกันทั้งพี่น้องมุสลิมและพี่น้องไทยพุทธ
"ฉะนั้น มีคำเตือนอย่างเดียวสำหรับรัฐบาลใหม่ ต้องคิดปัญหาภาคใต้ด้วยความละเอียดอ่อนและรอบคอบ" ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ กล่าวทิ้งท้าย