เนชั่นทีวี

การเมือง

เปิดบันทึก ส.ว. ถกปม"พิธา"หากศาลรธน.สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ ก่อนโหวตนายกฯ  

20 มิ.ย. 2566 | thamsathit_pol

เปิดบันทึก ส.ว. ถกปม"พิธา"หากศาลรธน.สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ ก่อนโหวตนายกฯ  

ด่านตรวจสอบ"พิธา ลิ้มเจริญรัตน์" จะสามารถขึ้นสู่ตำแหน่งนายกฯ ได้หรือไม่ เริ่มเคลื่อนไหวอย่างคึกคัก หลัง กกต.ประกาศรับรอง 500 ส.ส. เข้าสภา โดยก่อนหน้านี้ "สว."กางไทมไลน์หาก"พิธา"ถูกศาลรธน.สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ เส้นทางนายกฯจะดับวูบลงหรือไม่

พลันที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) มีมติประกาศรับรอง 500 ส.ส. เข้าสู่สภา สร้างความยินดีปรีดาให้กับ"ว่าที่ส.ส."ที่เตรียมจะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอย่างเป็นทางการ และหนึ่งในนั้นมีตัวเอกในท้องเรื่อง คือ"พิธา ลิ้มเจริญรัตน์"  หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ผู้ได้รับการสนับสนุนจาก 8 พรรคร่วมเสนอชื่อโหวตเป็น"นายกรัฐมนตรี"คนที่ 30

แต่เส้นทางการขึ้นสู่เก้าอี้นายกฯ ของ"พิธา" ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบแน่ เพราะอย่างที่ทราบกันดี "หัวหน้าพรรคก้าวไกล" รายนี้ ยังต้องเผชิญด่านทดสอบที่ถูกกำหนดไว้ก่อนหน้านี้ นั่นคือ "กกต."กำลังดำเนินการไต่สวนกรณี "พิธา" ถือหุ้นสื่อไอทีวี เข้าข่ายขัดคุณสมบัติการเป็นส.ส.หรือไม่ ด้วยข้อกล่าวหา "รู้อยู่แล้วว่าขัดคุณสมบัติแต่ยังลงสมัครรับเลือกตั้ง เข้าข่ายถูกดำเนินคดีอาญา ตาม รธน.มาตรา 151"หรือไม่ 

ขณะเดียวกัน แม้"พิธา" ได้รับการรับรองเป็นส.ส.เข้าสภา ก็ไม่อาจหนีพ้นขวากหนาม"สมาชิกวุฒิสภา"ที่จับจ้องตรวจสอบคุณสมบัติว่าที่นายกฯอย่างเข้มข้น ก่อนที่จะทำการโหวตเช่นกัน ( เป็นที่รับทราบโดยทั่วกัน การที่"พิธา"จะได้รับเสียงสนับสนุนจากส.ว.รวมกับกับเสียงส.ส. ให้เกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภานั้นมีโอกาสน้อยมาก )      

เปิดบันทึก ส.ว. ถกปม"พิธา"หากศาลรธน.สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ ก่อนโหวตนายกฯ  

ไม่เพียงเท่านั้น มีความเคลื่อนไหวจาก กลุ่มส.ว.ตั้งแต่เมื่อช่วงต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยคณะกรรมาธิการกิจการองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ วุฒิสภา ทำการประชุมครั้งที่ 17/2566 และมีการสอบถามถึงกรณี คณะกรรมการการเลือกตั้ง พิจารณาเรื่องร้องเรียนกรณีการถือหุ้นกิจการสื่อมวลชน ว่าถึงขั้นตอนใด และใช้ระยะเวลาเท่าใด

 

ครั้งนั้น "พันตำรวจเอก จรุงวิทย์ ภุมมา" กรรมาธิการ ในฐานะรองประธาน คณะอนุกรรมาธิการองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ คนที่ 3 กล่าวว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้เชิญผู้ร้องเรียนมาให้ถ้อยคำเพื่อประกอบการพิจารณาแล้ว 

เปิดบันทึก ส.ว. ถกปม"พิธา"หากศาลรธน.สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ ก่อนโหวตนายกฯ  

โดยระเบียบ"คณะกรรมการการเลือกตั้ง"ว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวนและการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. 2561 ข้อ 41 และ 57 กำหนดเรื่องการสืบสวนและไต่สวนไว้ดังนี้

1.การสืบสวน

ให้คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ดำเนินการสืบสวนและสรุปสำนวนให้แล้วเสร็จภายใน 20 วัน นับแต่วันที่ได้รับเรื่องไว้ดำเนินการ (ยกตัวอย่างเป็นวันศุกร์ที่ 9 มิ.ย.) 

หากไม่แล้วเสร็จ ให้รายงานพร้อมเหตุผล ความจำเป็นต่อเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด แล้วแต่กรณี เพื่อขออนุมัติขยายระยะเวลา ทำการสืบสวนออกไปอีกไม่เกิน 2 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 15 วัน โดยต้องแจ้งก่อนสิ้นสุดระยะเวลาสืบสวน ไม่น้อยกว่า 3 วัน 

เปิดบันทึก ส.ว. ถกปม"พิธา"หากศาลรธน.สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ ก่อนโหวตนายกฯ  

ซึ่งหากตามระเบียบนี้ ถ้า กกต.มีมติส่งเรื่องให้"ศาลรัฐธรรมนูญ" จะอยู่ในช่วงปลายเดือนมิถุนายน หรือกลางเดือนกรกฎาคม และปลายเดือนกรกฎาคม ตามการขยายระยะเวลา 3 ช่วง

2.การไต่สวน

ผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิในการชี้แจง แก้ข้อกล่าวหาตามระยะเวลาที่กำหนด โดยผู้ถูกกล่าวหา อาจแก้ข้อกล่าวหาด้วยวาจาหรือโดยทำเป็นหนังสือก็ได้ 

ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหา ร้องขอขยายระยะเวลาขี้แจงแสดงพยานหลักฐานแก้ข้อกล่าวหา โดยอ้างเหตุผลและความจำเป็น  หากคณะกรรมการฯ พิจารณาแล้วเห็นว่าเพื่อประโยชน์แห่งความเป็นธรรม ไม่เป็นการประวิงเวลา จะขยายระยะเวลาการชี้แจง แก้ข้อกล่าวหาออกไปตามที่เห็นสมควรก็ได้

เปิดบันทึก ส.ว. ถกปม"พิธา"หากศาลรธน.สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ ก่อนโหวตนายกฯ  

กกต.รับรองเลือกตั้ง อำนาจ ศาล รธน.วินิจฉัยชี้ขาด

กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งได้ ซึ่งหากประกาศรับรองผลการเลือกตั้งแล้ว 

การวินิจฉัย เรื่องการสิ้นสุดสมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จะต้องส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพของสมาชิกผู้นั้น สิ้นสุดลงหรือไม่ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 82 

ขณะที่บันทึกการประชุม คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา ครั้งที่ 10/2566 เมื่อปลายเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา ได้มี คณะทํางานรวบรวมข้อมูลข้อเท็จจริง และจัดทําความเห็นทางกฎหมาย ได้รายงานกรณีถือหุ้นสื่อของ"พิธา" เช่นกัน

รายงาน ระบุว่า กรณี"พิธา"ถูกร้องเรียนว่าอาจเข้าข่ายกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง เนื่องจากเป็นผู้ขาดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้าม มิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ตามมาตรา 42 (3) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561

เปิดฉากทัศน์ "พิธา" หยุดปฏิบัติหน้าที่ช่วงโหวตนายกฯ 

คณะทำงาน ระบุว่ามีข้อพิจารณาที่น่าสนใจ คือ 

1. หากมีการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งแล้ว "พิธา"จะมีสถานะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ สมาชิกวุฒิสภา จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมด เท่าที่มีอยู่ของแต่ละสภา เข้าชื่อร้องขอต่อประธานสภาแห่งที่ตนเป็นสมาชิก ว่าสมาชิกภาพของ"พิธา"สิ้นสุดลง
 
2. หรืออาจเป็นกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้งสืบสวนหรือไต่สวน เพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงและหลักฐาน ปรากฎหลักฐานอันควรเชื่อว่าได้กระทำผิด คณะกรรมการการเลือกตั้ง ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย 

และศาลอาจมีคำสั่งให้"พิธา"หยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัยได้ ซึ่งอาจอยู่ในห้วงเวลาที่รัฐสภาจะต้องพิจารณา ให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี 

อีกประการหนึ่งหากศาลมีคำวินิจฉัยว่า"พิธา" กระทำผิด จะส่งผลให้ขาดคุณสมบัติการเป็นผู้ที่สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีด้วย

 ชี้ โอนหุ้น-ขายหุ้น ไม่ส่งผลเรื่องวินิจฉัยคุณสมบัติ "พิธา"

อนึ่ง ในกรณีที่ยื่นคำร้องต่อ"ศาลรัฐธรรมนูญ"แล้วมีการขายหุ้น ก็ไม่มีผลให้มีคุณสมบัติของบุคคล ซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีได้ เนื่องจากต้องถือเอาคุณสมบัติ ในวันที่พรรคการเมืองเสนอรายชื่อ อย่างไรก็ตาม ยังสามารถเป็นรัฐมนตรีได้

ดังนั้น การที่"พิธา ลิ้มเจริญรัตน์" จะได้รับความเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับคะแนนเสียงให้ความเห็นชอบที่มากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา และคำวินิจฉัยของ"ศาลรัฐธรรมนูญ"กรณีการถือหุ้นบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) ด้วย ซึ่งต้องติดตามสถานการณ์ต่อไป

ข่าวล่าสุด