2.การไต่สวน
ผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิในการชี้แจง แก้ข้อกล่าวหาตามระยะเวลาที่กำหนด โดยผู้ถูกกล่าวหา อาจแก้ข้อกล่าวหาด้วยวาจาหรือโดยทำเป็นหนังสือก็ได้
ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหา ร้องขอขยายระยะเวลาขี้แจงแสดงพยานหลักฐานแก้ข้อกล่าวหา โดยอ้างเหตุผลและความจำเป็น หากคณะกรรมการฯ พิจารณาแล้วเห็นว่าเพื่อประโยชน์แห่งความเป็นธรรม ไม่เป็นการประวิงเวลา จะขยายระยะเวลาการชี้แจง แก้ข้อกล่าวหาออกไปตามที่เห็นสมควรก็ได้
กกต.รับรองเลือกตั้ง อำนาจ ศาล รธน.วินิจฉัยชี้ขาด
กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งได้ ซึ่งหากประกาศรับรองผลการเลือกตั้งแล้ว
การวินิจฉัย เรื่องการสิ้นสุดสมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จะต้องส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพของสมาชิกผู้นั้น สิ้นสุดลงหรือไม่ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 82
ขณะที่บันทึกการประชุม คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา ครั้งที่ 10/2566 เมื่อปลายเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา ได้มี คณะทํางานรวบรวมข้อมูลข้อเท็จจริง และจัดทําความเห็นทางกฎหมาย ได้รายงานกรณีถือหุ้นสื่อของ"พิธา" เช่นกัน
รายงาน ระบุว่า กรณี"พิธา"ถูกร้องเรียนว่าอาจเข้าข่ายกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง เนื่องจากเป็นผู้ขาดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้าม มิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ตามมาตรา 42 (3) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561
เปิดฉากทัศน์ "พิธา" หยุดปฏิบัติหน้าที่ช่วงโหวตนายกฯ
คณะทำงาน ระบุว่ามีข้อพิจารณาที่น่าสนใจ คือ
1. หากมีการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งแล้ว "พิธา"จะมีสถานะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ สมาชิกวุฒิสภา จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมด เท่าที่มีอยู่ของแต่ละสภา เข้าชื่อร้องขอต่อประธานสภาแห่งที่ตนเป็นสมาชิก ว่าสมาชิกภาพของ"พิธา"สิ้นสุดลง
2. หรืออาจเป็นกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้งสืบสวนหรือไต่สวน เพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงและหลักฐาน ปรากฎหลักฐานอันควรเชื่อว่าได้กระทำผิด คณะกรรมการการเลือกตั้ง ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย
และศาลอาจมีคำสั่งให้"พิธา"หยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัยได้ ซึ่งอาจอยู่ในห้วงเวลาที่รัฐสภาจะต้องพิจารณา ให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี
อีกประการหนึ่งหากศาลมีคำวินิจฉัยว่า"พิธา" กระทำผิด จะส่งผลให้ขาดคุณสมบัติการเป็นผู้ที่สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีด้วย
ชี้ โอนหุ้น-ขายหุ้น ไม่ส่งผลเรื่องวินิจฉัยคุณสมบัติ "พิธา"
อนึ่ง ในกรณีที่ยื่นคำร้องต่อ"ศาลรัฐธรรมนูญ"แล้วมีการขายหุ้น ก็ไม่มีผลให้มีคุณสมบัติของบุคคล ซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีได้ เนื่องจากต้องถือเอาคุณสมบัติ ในวันที่พรรคการเมืองเสนอรายชื่อ อย่างไรก็ตาม ยังสามารถเป็นรัฐมนตรีได้
ดังนั้น การที่"พิธา ลิ้มเจริญรัตน์" จะได้รับความเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับคะแนนเสียงให้ความเห็นชอบที่มากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา และคำวินิจฉัยของ"ศาลรัฐธรรมนูญ"กรณีการถือหุ้นบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) ด้วย ซึ่งต้องติดตามสถานการณ์ต่อไป