นอกจากนี้ ในทางการทูตก็คือ การบอกว่าเวทีประชุมในไทยไม่มีประโยชน์อะไร เพราะผู้นำทหารเมียนมาเอง ก็ไม่ได้มีท่าทีตอบสนองต่อความพยายาม ในการลดระดับของสถานการณ์ความรุนแรงในประเทศแต่อย่างใด และต้องยอมรับว่าในช่วงที่ผ่านมา ความรุนแรงจากการใช้กำลังของฝ่ายรัฐมีมากขึ้นด้วย
สภาวะเช่นนี้ทำให้เกิดการประเมินว่า ถ้าวันนี้ไม่มีสงครามยูเครน ที่โลกตะวันตกต้องเข้าไปมีบทบาทอย่างมากแล้ว แรงกดดันของตะวันตก ต่อปัญหาการใช้ความรุนแรงของรัฐบาลทหารเมียนมาจะมีมากขึ้น และเรื่องเมียนมาจะเป็นประเด็นใหญ่กว่านี้ในเวทีการเมืองโลกอย่างแน่นอน
ว่าที่จริงแล้ว ผู้นำอาเซียนหลายประเทศ พยายามอย่างมากที่หาทางยุติปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรงของการใช้กำลังปราบปรามในเมียนมา นับตั้งแต่เกิดการประท้วงใหญ่หลังรัฐประหารในปี 2021 ที่ผ่านมา แต่ความพยายามดังกล่าวไม่ประสบความสำเร็จเท่าใดนัก เพราะ “ข้อมติ 5 ประการ” ของอาเซียนที่ออกมาจากเวทีการประชุมของชาติสมาชิกนั้น ก็ยังไม่สามารถผลักดันให้เป็นจริงได้แต่ประการใด
ดังนั้น ความพยายามของรัฐมนตรีต่างประเทศของไทยที่จะ “ฉีกตัวเอง” ออกไปมีบทบาทใหม่ ในภาวะที่การเมืองภายในเอง กำลังถึงเวลาของการเปลี่ยนรัฐบาลนั้น น่าจะไม่ใช่สิ่งที่ควรกระทำ และควรจะปล่อยให้บทบาทเช่นนี้เป็นเรื่องของรัฐบาลใหม่มากกว่า การเตรียมจัดเวทีประชุมของไทยครั้งนี้ จึงต้องถือว่าเป็นความริเริ่มที่ “ผิดเวลา” อย่างมาก
ความพยายามเช่นนี้ในทางการทูตเอง ก็อาจต้องถือว่าเป็นการ “ผิดมารยาท” อย่างมากเช่นกัน เพราะผู้นำไทยควรจะต้องมีการปรึกษาหารือเพื่อให้เกิด “เอกภาพอาเซียน” ในการแก้ไขวิกฤตเมียนมา ซึ่งการกระทำของไทยแบบเอกเทศเช่นนี้ อาจจะไม่เอื้อให้การแก้ปัญหาเป็นไปได้จริง และไทยอาจถูกมองจากผู้นำอาเซียนว่า เรากลายเป็น “ตัวปัญหา” อีกแบบที่คอยแอบช่วยเหลือรัฐบาลเมียนมาอยู่ลับหลัง
ข้อเสนอของรัฐมนตรีต่างประเทศ เรื่องเมียนมาครั้งนี้ จึงสรุปได้ว่า “ผิดเวลา-ผิดมารยาท” อย่างยิ่ง แต่ที่สำคัญกว่าคือ การกระทำเช่นนี้ทำให้สถานะด้านการต่างประเทศของไทยต้องตกต่ำลงไปอีก จนกลายเป็นอาการ “เสียการเมือง-เสียการทูต” ไปทั้งคู่อย่างไม่น่าจะเกิดขึ้น ทั้งที่ตัวรัฐมนตรีเองก็เป็นนักการทูตระดับสูง และผ่านงานการเมือง-การทูตมาก่อนในหลายเวที!