-"ประธานสภา" ตามประเพณีการเมืองทั่วโลก ไม่เฉพาะประเทศไทย ต้องเชี่ยวชาญงานสภา เคยเป็น ส.ส.มาแล้วหลายสมัย ทำงานในสภามาพอสมควร มีบารมีระดับหนึ่ง มีความรอบรู้ทางกฎหมาย แม่นข้อบังคับการประชุม เพราะต้องคุมเกมสภาให้ได้ ซึ่งไม่ใช่งานง่าย
"จุดนี้เองที่พรรคเพื่อไทยใช้เป็นแต้มต่อ และอ้างเป็นเหตุผลว่า บุคลากรของพรรคเพื่อไทยเหมาะสมกว่าก้าวไกลในตำแหน่งประธานสภา เนื่องจากมี ส.ส.ที่คร่ำหวอดมากกว่า และเป็น ส.ส.มาหลายสมัย แตกต่างจากพรรคก้าวไกล ที่ส่วนใหญ่เป็น ส.ส.หน้าใหม่ หรือแค่สมัยที่ 2
มีข่าวพรรคเพื่อไทย วางตัว "นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว" เป็นประธานสภา ซึ่งถ้าเป็นความจริง ก็ต้องยอมรับว่ามีคุณสมบัติเด่นกว่าคนที่"ก้าวไกล"เตรียมไว้ ซึ่งมีข่าวว่าอาจจะเป็น "ชัยธวัช ตุลาธน" ซึ่งเป็น ส.ส.สมัยแรก และอาจเป็นเหตุให้พรรคการเมืองต่างๆ หันไปโหวตหนุน"นพ.ชลน่าน" ได้แบบอ้างได้เต็มปาก
หลายคนอาจจะอ้าง"ชวน หลีกภัย" เป็นประธานสภาสมัยแรก เมื่อปี 2529 ตอนนั้นก็ยังเป็นนักการเมืองหนุ่ม แต่จริงๆ "ชวน" เป็น ส.ส.มาแล้ว 5 สมัย (เลือกตั้งบ่อย) เป็น ส.ส.สมัยแรกเมื่อปี 2512 / และขณะเป็นประธานสภา อายุ 48 ปี / คุณสมบัติเหมาะสม เพราะเรียนจบกฎหมาย แม่นข้อบังคับ และลีลา ลูกล่อลูกชนไม่เป็นรองใคร ได้รับการยอมรับอย่างมาก กระทั่งได้เป็นประธานสภาสมัยที่ 2 เมื่อปี 62-66 ที่ผ่านมา
-"ประธานสภา"บางท่านที่อาจจะไม่ค่อยได้รับการยอมรับจากสมาชิก และถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์การเมือง ก็เช่น
"สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์" (ส.ส.ขอนแก่น) ประธานสภาจากพรรคเพื่อไทย ในยุครัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์
"สมศักดิ์" ตอนแรกเป็นประธานสภา เล่นบทเข้ม ใช้ค้อนประธานปรามสมาชิกหลายครั้ง จนได้ฉายาว่า “ขุนค้อน”
แต่ต่อมาเมื่อมีการเสนอกฎหมายแนวๆ เอื้อประโยชน์ให้พรรคที่ตนสังกัด และ "คนแดนไกล" และร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความปรองดอง / ก็ปฏิบัติหน้าที่และชี้ขาดแบบไม่ได้รับการยอมรับจากสมาชิก / เช่น วินิจฉัยว่า "คำวินิจฉัยประธานถือเป็นที่สิ้นสุด ส่วนจะผิดหรือถูกเป็นอีกเรื่องหนึ่ง"
เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นหลายครั้งจนเคยถูกโห่ไล่ ขว้างปาสิ่งของ และมี "ส.ส.ประชาธิปัตย์"ไปแย่งเก้าอี้ประธาน ล้อมกรอบไม่ให้ขึ้นนั่งบัลลังก์ เรียกว่าเป็นเหตุการณ์ปั่นป่วนแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
สุดท้าย "สมศักดิ์" ได้ฉายาใหม่ว่า "ค้อนปลอม ตราดูไบ" แต่แน่นอนว่าเสียงวิจารณ์เหล่านี้ คุณสมศักดิ์ก็ปฏิเสธ และชี้แจงว่าเป็นเกมการเมืองดิสเครดิตจากฝ่ายตรงข้าม
ปิดท้ายด้วยเกร็ดความรู้ ขั้นตอนการเลือกประธานสภา
แต่ละฝ่าย คือ ฝ่ายรัฐบาล กับฝ่ายค้าน จะซาวเสียงในฝ่ายตัวเองก่อนว่าจะเสนอใครชิงประธาน และรองประธาน อีก 2 คน เมื่อฝ่ายรัฐบาลเสนอ ฝ่ายค้านจะเสนอประกบ (ขณะเลือกยังไม่มีฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายค้าน เพียงแต่ดูจำนวนเสียงในสภาที่จับขั้วกัน) ส่วนขั้นตอนการลงมติ เป็นการลงคะแนนลับ (***เป็นช่องทางให้ผลพลิกได้ ก้าวไกลต้องระวังมากๆ)
ยกตัวอย่างปี 62 ตำแหน่งประธานสภาฯ
"พลังประชารัฐ" เสนอ "ชวน หลีกภัย" ปชป. ได้รับคะแนน 258 คะแนน
"พรรคประชาชาติ" เสนอ"สมพงษ์ อมรวิวัฒน์" เพื่อไทย ได้รับคะแนน 235 คะแนน
รองประธานสภาฯ คนที่ 1
พลังประชารัฐ เสนอ "สุชาติ ตันเจริญ" พปชร. ได้รับคะแนน 248 คะแนน
เพื่อไทย เสนอ "น.ส.เยาวลักษณ์ วงษ์ประภารัตน์" อนาคตใหม่ ได้รับคะแนน 246 คะแนน
รองประธานสภาฯ คนที่ 2
พลังประชารัฐ เสนอ "ศุภชัย โพธิ์สุ" ภูมิใจไทย ได้รับคะแนน 256 คะแนน
พรรคเพื่อชาติ เสนอ"ประสงค์ บูรณ์พงศ์" เสรีรวมไทย ได้รับคะแนน 239 คะแนน
ส่วนปี 2554 ฝ่ายที่รวมเสียงข้างมากเสนอชุดเดียว (คือ พรรคเพื่อไทย) ฝ่ายประชาธิปัตย์ไม่เสนอใครประกบ จึงไม่มีการลงคะแนนลับ