มีหลายประเด็นที่น่าศึกษา อาทิ
• ศักยภาพ ปัจจุบันหมู่บ้านแม่กำปองมีคนรุ่นใหม่ทำกิจการบ้านพักให้บริการรวม 47 หลัง โฮมสเตย์ 19 หลัง รองรับนักท่องเที่ยวได้มากสุดเกือบ 600 คนต่อวัน เปรียบเทียบประชากรหมู่บ้าน 348 คน 250 ครัวเรือนเท่านั้น ชุมชนใกล้เคียง 4-5 หมู่บ้านพลอยได้อานิสงส์ไปด้วย
นอกจากเจ้าของกิจการจะได้รับรายได้ทางตรงจากค่าที่พัก ค่าบริการอาหารแล้ว รายได้อีกส่วนหนึ่งรวมทั้งการแบ่งปันรายได้จากกิจการร้อยละ 20 ถูกจัดสรรเข้าระบบสหกรณ์และกองทุนต่างๆของชุมชน นำไปใช้จัดสวัสดิการสำหรับสมาชิกในชุมชนทุกคนและพัฒนาหมู่บ้านทุกด้าน นับเป็นตัวอย่างของ “ระบบเศรษฐกิจฐานชุมชนเข้มแข็ง” ขนานแท้
• แรงบันดาลใจ ปี 2524 มีศูนย์พัฒนาโครงการหลวงตีนตกเกิดขึ้นที่เชิงดอย วันหนึ่งในหลวง ร.9 และพระราชินีทรงเสด็จฯมาที่นั่น และเลยขึ้นมายังหมู่บ้านแม่กำปอง ภาพจำที่ล้นเกล้าทั้งสองพระองค์มุดป่าข้ามห้วยมาตรงบริเวณวัดแม่กำปอง พระบรมฉายาลักษณ์กลายเป็นประวัติศาสตร์ชุมชน ติดตั้งอยู่ที่ศาลาวัดหลังเดิม เป็นแรงบันดาลใจให้ชาวบ้านมีสำนึกรักบ้าน รักป่า
ทรงสอนให้ทำโรงไฟฟ้าพลังน้ำ เกษตรพอเพียง ให้ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงตีนตกเข้ามาแจกต้นกล้ากาแฟพันธุ์อาราบิกา ปลูกใต้ต้นเมี่ยง สร้างรายได้ให้ชาวบ้าน โครงการหลวงแม่กำปองช่วยติดตั้งเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำ 3 เครื่อง ผลิตกระแสไฟฟ้า 80 กิโลวัตต์ โดยจัดตั้งสหกรณ์ให้เป็นผู้จัดการเก็บเงินค่ากระแสไฟฟ้า นำไปบำรุง ซ่อมแซม และการดูแลต้นน้ำ
• ธรรมนูญหมู่บ้าน เป็นกติกาชุมชนที่ร่วมกันกำหนดขึ้น กลายเป็นเครื่องมือสร้างความเป็นเอกภาพ ทั้งในด้านการรักษาความปลอดภัย การอนุรักษ์อาคารสถานที่ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และจัดการความขัดแย้งภายใน
นับเป็นภูมิคุ้มกันที่เข้มแข็ง มิให้นายทุนเข้ามาตักตวงผลประโยชน์ ที่นี่ไม่มีการซื้อขายที่ดินให้แก่คนนอกหมู่บ้าน จำนวนร้านค้าและธุรกิจให้มีเท่าเดิม ห้ามไม่ให้รถ ATVเข้ามาจอดพัก ห้ามคนนอกเข้ามาสร้างที่พักหรือโฮมสเตย์ จัดสรรนักท่องเที่ยวเข้าพักด้วยระบบคิว มีกิจกรรมท่องเที่ยวหลากหลาย เดินป่าศึกษาธรรมชาติ ชมสวนเมี่ยง สวนกาแฟ สวนสมุนไพร เล่นน้ำตก ศึกษาเรียนรู้วิถีชีวิตชุมชน แปรรูปเมี่ยง ทำกาแฟ ทำหมอนใบชา ทำอาหารท้องถิ่น และดูการผลิตไฟฟ้าชุมชนด้วยพลังน้ำ
• งานวิจัยท้องถิ่นนำหน้า สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ให้การสนับสนุนกระบวนการวิจัยโดยผู้นำชุมชนในหัวข้อ “รูปแบบการจัดการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์แบบยั่งยืนแม่กำปอง” มีครูใหญ่ของโรงเรียน กรรมการหมู่บ้านและนักวิชาการพี่เลี้ยงจาก สกว. นับตั้งแต่ปี 2543 มีพัฒนาการจากยุคเริ่มต้น สู่ยุคทอง และยุคการปรับตัว
พวกเขาใช้จุดเด่นความเป็นคนล้านนา มีวัฒนธรรมการกิน การอยู่ ภาษาพูดจา การแต่งกาย เป็นต้นทุนภูมิปัญญา มีโบราณสถาน ‘โบสถ์กลางน้ำ’ ของวัดกันธาพฤกษา นำมาขับเคลื่อนสู่หมู่บ้านท่องเที่ยวควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ
• เผชิญหน้า แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ในอดีตเคยมีเอ็นจีโอเข้ามาแนะนำว่า หากพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวแล้วจะเกิดการทำลายสิ่งแวดล้อม ชุมชนจะถูกเปลี่ยนแปลง แต่แทนที่ชาวบ้านจะท้อถอย กลับคิดหาวิธีป้องกัน กำหนดให้กิจกรรมเดินป่าต้องมีไกด์ของหมู่บ้านเป็นผู้นำทาง ทรัพยากรธรรมชาติจึงได้รับการดูแลไปในตัว
เมื่อชาวบ้านได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ จึงรู้จักคำว่าอนุรักษ์ มีการทำแนวกันไฟได้อย่างหมดจด อบรมแยกขยะ สร้างเตาเผาขยะ ขยะเปียกให้จัดการในครัวเรือน ส่วนรีไซเคิลมีคนมารับซื้อทุกอาทิตย์