ท่ามกลางคำถาม "ทำไมลุงตู่ เสี่ยนิด และอุ๊งอิ๊งค์ ไม่สวมเสื้อว่าที่ผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อ"
แม้จะอ้างว่ารัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติไว้ว่าสร.1 ต้องมาจากส.ส.ก็ตาม เมื่อมองในเชิงกลุยทธ์ 1 ส.ส.บัญชีรายชื่อต้องอาศัย 3.5 แสนคะแนน โดยคะแนนเหล่านี้ไม่ใช่น้อยที่แต่ละพรรคจะสะสมได้หากแกนนำพรรคในรายชื่อข้างต้นไม่ลงสมัคร จะเปิดพื้นที่ให้แกนนำคนอื่น ๆได้ลุ้นแทน
ขณะที่หลายคนมองข้ามไปในการแข่งขันครั้งนี้ ระหว่าง"ขั้วอนุรักษ์นิยม" "เสรีนิยม"คือ แข่งขันกันชัดจนลืมความเป็นไปได้ว่าแต่ละพรรคนั้นยากยิ่งที่จะสร้างปราฏการณ์ 377 เสียงของพรรคไทยรักไทยเมื่อปี 2548 ให้เกิดขึ้นอีกครั้ง ดังนั้นการจับจังหวะหลังรู้ผลคะแนนเลือกตั้งว่า พรรคใดบ้างที่พอจะแตะมือเป็นรัฐบาลผสมชุดใหม่ และแกนนำพรรคใดที่พอจะมีบารมีเพื่อเป็นตัวกลางประสาน
ภาพที่ปรากฎ ขณะนี้ "เพื่อไทย"และ"ก้าวไกล"ที่เป็นตัวแทนขั้วเสรีนิยม แกนนำแถวหน้าของสองพรรคนี้ยากที่จะไปคุยกันกับขั้วตรงข้ามให้รู้เรื่อง ส่วน"ลุงตู่"นั้น ชัดเจนแล้วว่ายากยิ่งกว่าหากจะให้"ลุงตู่" ลงไปตั้งวงสนทนากับคนการเมืองในการเจรจาต่อรองและไม่มีทางเป็นไปได้หาก"ลุงตู่" จะต้องคุยกับเพื่อไทยและก้าวไกล
แบบนี้ประเมินคร่าวๆได้ว่า สองขั้วดังกล่าว เคมีไม่ตรงกันและไม่น่าจะรวมตัวกันได้เป็นแน่แท้ เมื่อถึงจังหวะนั้นการเมืองจะถึงทางตันหรือไม่
ดังนั้น การหาโซ่ข้อกลางเชื่อมต่อข้ามสะพานความขัดแย้ง จะบอกว่า ไม่จำเป็น ไม่มีไม่เป็นไร ก็คงไม่ใช่ เพราะการเมืองทั่วโลกต้องมีตัวกลางในการประสานความลงตัวทั้งหน้าฉากและหลังฉาก
จึงต้องหันสปอตไลท์กลับมาส่อง "พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ" หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ที่ใช้นโยบายก้าวข้ามความขัดแย้ง แม้บางฝ่ายมองว่ายากเกิดขึ้น แต่ทำไม "ลุงป้อม" ยังตั้งใจสลายความขัดแย้งนี้ลงให้ได้...
"หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ"ลงพื้นที่หาเสียงจ.เชียงราย เมื่อหลายวันแม้หลายคนมองว่าจ.เชียงราย โอกาสของพปชร.ไม่น่าจะมีลุ้นแต่เมื่อสังเกตมวลชนที่มาพบ"ลุงป้อม" ในช่วงบ่ายท่ามกลางอากาศเดือนมีนาคมนั้นแน่นขนัดบวกกับการวิดีโอคอลไปยังคนหลากกลุ่ม โดยเฉพาะเยาวชน-นักศึกษาที่นับเป็น Generation Z (ผู้ที่เกิดปี 2540-2555 หรือมีช่วงอายุ 11-26 ปี ) นับเฉพาะผู้ที่มีสิทธิ์เลือกตั้ง 18-26 ปี มีจำนวนทั้งสิ้น 7,670,354 คน ที่หลายฝ่ายมองว่าน่าจะเทแต้มให้ขั้วเสรีนยิมบางพรรค แต่เมื่อ"ลุงป้อม" วีโอคอลไปยังคนกลุ่มนี้ กลับไม่พบกระแสต้านตามที่หลายฝ่ายประเมิน
รวมทั้งการเปิดพื้นที่ให้ตัวแทนกลุ่มสามนิ้ว เช่น 24ม.ค.2565 "อั่ว" จุฑาทิพย์ ศิริขันธ์ แกนนำแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม อดีตประธานสหภาพนักเรียน นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนท.) โพสต์ข้อความระบุว่า "เราตกใจมาก ๆที่"พล.อ.ประวิตร"จับไหล่เรา เป้าหมายของเราคือการไปถ่ายรูปชู 3 นิ้ว เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยต่อหน้าเผด็จการ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นไม่โอเคมาก"
โดย"จุฑาทิพย์"ไปประท้วง"ลุงป้อม"ในการหาเสียงเลือกตั้งซ่อมส.ส.กทม.เขตจตุจักร-หลักสี่ หรือล่าสุด 23 มี.ค.2566 ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล "มายด์" แกนนำกลุ่มคณะราษฎร 2563 ที่มาขอสัมภาษณ์ได้ซักถาม"ลุงป้อม" โดยที่มายด์ยอมรับว่าการพูดคุยกับ"ลุงป้อม"ส่งสัญญาณที่ดีในระดับหนึ่งและแปลว่า "ลุงป้อม"รู้เจตนาของเยาวชนเหล่านี้ แต่มองคนเหล่านี้ว่าคือลูกหลานที่มีอะไรไม่เข้าใจก็มาคุยกัน
หาก"ลุงป้อม" ได้โอกาสและจังหวะในการคุยกันขั้นต้นตามวิถีวัฒนธรรมอันดีของไทยนั้น อะไรที่ว่ายากและเป็นไปไม่ได้นั้น "ลุงป้อม"น่าจะมองมุมกลับและอาศัยบารมีที่สะสมไว้ เพื่อหาพื้นที่สื่อสารแบบจับเข่าคุยกัน
"ลุงป้อม"หาจังหวะคุยกับกลุ่มต้านและคนรุ่นใหม่ได้เรื่อยๆ และผ่ากระแสนี้ไปได้ โอกาสที่จะได้เป็นผู้จัดการรัฐบาลชุดที่ 30 เก้าอี้สร.1 มีสิทธิลุ้น