ครั้งที่ 5
วันที่ 19 มีนาคม 2526 ในรัฐบาล "พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์" เป็นนายกรัฐมนตรี เนื่องจากเกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงในปัญหาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อเปลี่ยนวิธีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประชาชนและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
ครั้งที่ 6
วันที่ 1 พฤษภาคม 2529 ในรัฐบาล "พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์" เป็นนายกรัฐมนตรี เนื่องจากรัฐบาลขัดแย้งกับสภากรณีการออกพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522
ครั้งที่ 7
วันที่ 29 เมษายน 2531 ในรัฐบาล "พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์" เป็นนายกรัฐมนตรี เนื่องจากเกิดความขัดแย้งภายในรัฐบาล ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดความไม่มั่นคงในเสถียรภาพของรัฐบาล และส่งผลให้เกิดอุปสรรคในการบริหารราชการแผ่นดิน
ครั้งที่ 8
วันที่ 30 มิถุนายน 2535 ในรัฐบาล"นายอานันท์ ปันยารชุน" เป็นนายกรัฐมนตรี เนื่องจากการเป็นรัฐบาลเฉพาะกิจเพื่อยุบสภาภายหลังเกิดวิกฤตการณ์ทางการเมืองในเดือน พฤษภาคม 2535
ครั้งที่ 9
วันที่ 19 พฤษภาคม 2538 ในรัฐบาล"นายชวน หลีกภัย" เป็นนายกรัฐมนตรี เนื่องจากเกิดความขัดแย้งในรัฐบาล ในหลายพรรคการเมืองและระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลจนไม่สามารถจะดำเนินการในทางการเมืองได้อย่างมีเอกภาพ ประกอบกับมีการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจเรื่องการออกเอกสารสิทธิให้ประชาชนเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.4-01)
ครั้งที่ 10
วันที่ 29 กันยายน 2539 ในรัฐบาล"บรรหาร ศิลปอาชา" เป็นนายกรัฐมนตรี เนื่องจากเกิดความขัดแย้งในรัฐบาล ภายหลังมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ระหว่างวันที่ 18-20 ก.ย.2539 โดยฝ่ายค้านเน้นอภิปรายที่ตัวนายบรรหาร เรื่องประเด็นสัญชาติ เมื่อการอภิปรายสิ้นสุดลง ที่ประชุมพรรคร่วมรัฐบาลมีมติร่วมกันว่าจะขอให้นายบรรหาร ศิลปอาซา ลาออกจากตำแหน่ง ซึ่งนายบรรหารประกาศจะลาออกภายใน 7 วัน โดยระหว่างนั้นจะพิจารณาบุคคลที่เหมาะสมขึ้นมาเป็นนายกฯ ก่อนจะเปลี่ยนใจประกาศ"ยุบสภา"ในท้ายที่สุด
ครั้งที่ 11
วันที่ 9 พฤศจิกายน2543 ในรัฐบาล"ชวน หลีกภัย" เป็นนายกรัฐมนตรี เนื่องจากปฏิบัติภารกิจสำคัญสำเร็จลุล่ว โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาจากวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 2540
ครั้งที่ 12
วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2549 ในรัฐบาล "ทักษิณ ชินวัตร" เป็นนายกรัฐมนตรี เนื่องจากวิกฤติการณ์ทางการเมืองต่อการขับไล่นายกรัฐมนตรี จากข้อเรียกร้องในทางการเมือง และได้ขยายตัวไปอย่างกว้างขวาง ถึงแม้รัฐบาลขณะนั้นได้เปิดให้มีการอภิปรายโดยไม่มีการลงมติในที่ประชุมรัฐสภา ก็ไม่อาจแก้ไขปัญหาที่แตกต่างกันระหว่างผู้ชุมนุมเรียกร้องกับรัฐบาล
ครั้งที่ 13
วันที่ 10 พ.ค. 2554 ในรัฐบาล "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" เป็นนายกรัฐมนตรี เนื่องจากวิกฤติการณ์ทางการเมืองต่อการขับไล่นายกรัฐมนตรี ประกอบกับรัฐสภาได้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับปี พ.ศ.2550 ไปเรียบร้อยแล้ว
ครั้งที่ 14
วันที่ 9 ธ.ค.2556 ในรัฐบาล "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" เป็นนายกรัฐมนตรี เนื่องจากวิกฤติการณ์ทางการเมืองต่อการคัดค้านการออกร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมในปี 2556
ครั้งที่ 15
รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ 20 มีนาคม 2566 เป็นการรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนเนื่องจากวาระสภาจะครบ 4 ปี ในวันที่ 23 มีนาคม 2566 จึงทูลเกล้าฯ "พรฎ.ยุบสภา" เพื่อให้มีการเลือกตั้งเป็นการทั่วไป
สำหรับการ "ยุบสภา" ทุกครั้งจะมีคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่พ้นจากตำแหน่ง ต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไป จนกว่า ครม.ที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ เพื่อให้ประเทศไม่เป็นสุญญากาศในการบริหาร อย่างไรก็ตามได้มีกฎเหล็ก สำหรับ รัฐมนตรีจะปฏิบัติหน้าที่ได้เท่าที่จำเป็นภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด ซึ่ง"กกต."จะมีการแจ้งข้อปฏิบัติไว้ดังนี้
1.ไม่กระทำการอันเป็นการใช้อำนาจแต่งตั้งหรือโยกย้ายข้าราชการ ซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ หรือพนักงานของหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือกิจการที่รัฐถือหุ้นใหญ่ หรือให้บุคคลดังกล่าวพ้นจากการปฏิบัติหน้าที่หรือพ้นจากตำแหน่ง หรือให้ผู้อื่นมาปฏิบัติหน้าที่แทน เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจาก"กกต."ก่อน
2.ไม่กระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติให้ใช้จ่ายงบประมาณสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจาก กกต.ก่อน
3.ไม่กระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการ หรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อ ครม.ชุดต่อไป
4.ไม่ใช้ทรัพยากรของรัฐหรือบุคลากรของรัฐ เพื่อกระทำการใดซึ่งจะมีผลต่อการเลือกตั้ง และไม่กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามระเบียบที่ กกต.กำหนด
ส่วนการ "ยุบสภา" มีผลความได้เปรียบของรัฐบาลชุดก่อน ที่คุมเกมกำหนดระยะเวลาเตรียมพร้อมก่อนการเลือกตั้ง โดยรัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 103 วรรคสอง บัญญัติแนวการปฏิบัติไว้ว่า
"การยุบสภาผู้แทนราษฎรต้องตราเป็นพระราชกฤษฎีกา พระราชกฤษฎีกาจะใช้บังคับเมื่อใดแล้วแต่กำหนดไว้ในนั้นเองแต่ต้องหลังจากประกาศในราชกิจจานุเบกษา และต้องกำหนดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปภายใน 45 วัน แต่ไม่เกิน 60 วันนับแต่วันพระราชกฤษฎีกาใช้บังคับ"
ขณะที่กรณีรัฐบาลอยู่ครบวาระ ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 102 กำหนดว่า "เมื่ออายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง พระมหากษัตริย์จะได้ทรงตราพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ เป็นการเลือกต้ังทั่วไปภายใน 45 วัน นับแต่วันที่สภาผู้แทนราษฎรสิ้นอายุ"