นอกจากนี้ การออก พ.ร.ก. เรื่องนี้มิได้เป็นเรื่องทางฝ่ายการเมือง แต่เป็นเรื่องที่ ตช. ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่จะต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.นี้ ได้ร้องขอโดยแท้ เพราะต้องมีการเตรียมความพร้อมทั้งเรื่องอุปกรณ์การบันทึกภาพและเสียง อุปกรณ์การจัดเก็บข้อมูล รวมถึงระบบในการจัดเก็บ การดาวน์โหลดข้อมูล ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เนื่องจากในแต่ละวันตำรวจมีการเผชิญเหตุ และจับกุมผู้กระทำความผิดทั่วประเทศเป็นจำนวนมาก มีกำลังพลที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการตาม พ.ร.บ.นี้ ไม่ต่ำกว่า 150,000 นาย ทั้งฝ่ายป้องกันปราบปราม สืบสวน จราจร ฝ่ายควบคุมฝูงชน ฝ่ายสอบสวน
จึงต้องมีการเตรียมความพร้อม เพื่อให้การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ซึ่งหน่วยงานหลักในการปฏิบัติหน้าที่และเกี่ยวข้องมากที่สุดคือ ตช. เพราะเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจตรวจค้นและจับกุมผู้กระทำความผิดได้กว้างขวางครอบคลุมแก่ผู้กระทำความผิดมากกว่าหน่วยงานอื่น และยังมีหน่วยราชการที่มีหน้าที่และอำนาจในการบังคับใช้กฎหมายอีกหลายหน่วย ที่ยังไม่ชัดเจนในความพร้อมในเรื่องดังกล่าวเช่นเดียวกัน
นายอนุชากล่าวต่อไปว่า ตช. ชี้แจงด้วยว่า ในการดำเนินการตาม พ.ร.บ.นี้ กำหนดให้ต้องมีการส่งข้อมูลให้กับผู้รับแจ้ง คือ พนักงานอัยการ และฝ่ายปกครองในทันทีด้วย ซึ่งการทำงานจะต้องมีการจัดตั้งเป็นระบบประสานส่งต่อกัน กำหนดแนวทางปฏิบัติร่วมกัน และควรมีการซักซ้อมการปฏิบัติร่วมกัน ซึ่งก็ยังไม่ได้มีการดำเนินการดังกล่าวอย่างครบถ้วน หากบังคับใช้ทันที โดยไม่เลื่อน อาจจะเกิดความเสียหายในวงกว้าง หากเร่งรีบบังคับใช้อาจจะเป็นเหตุให้เจ้าพนักงานของรัฐมีปัญหาในการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ได้
โดย สตช. เห็นว่า การนำกฎหมายออกใช้ ทั้งที่รู้ว่าในขณะนี้หน่วยงานหลักคือ สตช. ยังไม่มีความพร้อม จะทำให้การเฝ้าระวังและการเก็บรวบรวมและบันทึกพยานหลักฐานในระหว่างการคบคุมตัวของเจ้าหน้าที่มีความไม่สมบูรณ์ ซึ่งอาจทำให้เป็นประเด็นโต้แย้งในชั้นการดำเนินคดีต่อผู้กระทำความผิด ส่งผลให้การจับมิชอบ การบังคับใช้กฎหมายขาดประสิทธิภาพ และไม่บรรลุวัตถุประสงค์ในการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิด ซึ่งจะเป็นผลร้ายแรงต่อสังคมและความปลอดภัยสาธารณะอย่างร้ายแรง
อย่างไรก็ตาม ในขณะที่รอความพร้อมดังกล่าวข้างต้น ทาง สตช. มิได้เพิกเฉยต่อการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว โดยพยายามที่จะดำเนินการให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.นี้ เท่าที่จะดำเนินการได้ในขณะนี้ เช่น สตช. ได้มีหนังสือสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ในการจับกุม ในข้อหาที่มีอัตราโทษสูง ให้บันทึกภาพและเสียงอยู่แล้ว ตลอดจนเจ้าหน้าที่สายตรวจ จราจร ที่ตั้งจุดตรวจจะต้องติดตั้งกล้องประจำตัวอยู่ตลอดเวลาในขณะที่ตั้งจุดตรวจเท่าที่จะสามารถกระทำได้ และกวดขันให้เข้มแข็งเพื่อเตรียมความพร้อมในการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว และเพื่อให้เข้าถึงเจตนารมณ์ของกฎหมาย ดังกล่าวอย่างแท้จริง
“ที่ผ่านมา สตช. ได้มีการเตรียมการและร่วมกับกระทรวงยุติธรรมและหน่วยราชการต่าง ๆ ขับเคลื่อนการเตรียมการเพื่อปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่องโดยตลอด อย่างไรก็ตามเนื่องจากเป็นเรื่องของการกำหนดมาตรฐานการทำงานใหม่ มีรายละเอียดการปฏิบัติที่จะต้องออกเป็นระเบียบที่ใช้ร่วมกันของหลายหน่วยงาน รวมทั้งต้องเตรียมการทั้งเรื่องบุคลากร และวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ไปพร้อม ๆ กันหลายประการ ซึ่งระยะเวลาการเตรียมการที่กฎหมายกำหนดไว้ให้ 120 วัน ไม่เพียงพอที่จะดำเนินการให้มีความพร้อมทุกด้านได้
โดยเฉพาะเรื่องอุปกรณ์การถ่ายภาพและเสียง และอุปกรณ์การจัดเก็บไฟล์ภาพและเสียงไว้ตลอดอายุความ ทั้งนี้ ยืนยันว่ากฎหมายฉบับนี้ จะอำนวยความสะดวกต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่มากยิ่งขึ้น และประชาชนจะได้รับความคุ้มครองตามหลักสิทธิและข้อกฎหมายต่าง ๆ อย่างเป็นธรรม และหลังจากนี้จะมีแนวทางการปฏิบัติที่ชัดเจนออกมา ซึ่งกฎหมายใหม่จะทำให้ประเทศไทยก้าวหน้าในเรื่องสิทธิมนุษยชน และการปฏิบัติงานที่สุจริตจะเป็นเกราะคุ้มกันให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานได้เป็นอย่างดี” นายอนุชากล่าว
ทั้งนี้เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ประธานสภาผู้แทนราษฎรนัดประชุมเป็นพิเศษ ในวันที่ 28 ก.พ. 66 เพื่อพิจารณาเรื่องด่วน พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 พ.ศ. 2566 เพื่อขยายเวลาบังคับใช้ ว่า
พรรคร่วมฝ่ายค้านมีมติไม่อนุมัติ พ.ร.ก.ฉบับดังกล่าว เพราะเป็นการออก พ.ร.ก. ที่ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ตลอดจนละเมิดสิทธิประชาชนที่ถูกจับกุมคุมขังอยู่ ซึ่งขาดการป้องกันการซ้อมทรมานและอุ้มหาย ตลอดระยะเวลาที่สูญเสียไป อีก 7-8 เดือน โดยเฉพาะในช่วงเลือกตั้งอันตรายมาก
ขณะเดียวกัน พรรคร่วมฝ่ายค้าน อยู่ระหว่างการสังเกตว่า เสียงข้างมากจะเห็นอย่างไร เพราะแม้พรรคร่วมฝ่ายค้านที่เป็นเสียงข้างน้อยจะไม่อนุมัติ แต่เสียงข้างมากอนุมัติ พ.ร.ก. ก็ยังบังคับใช้ได้ ดังนั้นหากพบว่ามีแนวโน้มจะผ่านการอนุมัติ พรรคร่วมฝ่ายค้านก็จะยื่นคำร้องต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย พ.ร.ก. ดังกล่าว ก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการอนุมัติตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ