ทำไมการคุ้มครองข้อมูลส่วนตัวจึงกลายเป็นปัญหากับ Facebook
การใช้งานกฎหมายฉบับใหม่นี้เองกำลังกลายเป็นปัญหา จากการถูกสอบสวนเรื่องละเมิดข้อมูลส่วนตัวหลายครั้ง จนเริ่มมีการปิดกั้นเข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้งานจำนวนมาก ไปจนการร่างกฎหมายใหม่ใน การถ่ายโอนข้อมูลข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก ภายหลังฉบับเดิมถูกศาลยุโรปพิพากษาเป็นโมฆะในเดือนกรกฎาคม 2563
ด้วยในปัจจุบันรายได้หลักของ Facebook เกิดจากการยิงโฆษณามาถึงผู้ใช้งาน จากการอาศัยข้อมูลส่วนตัวจำนวนมากจากผู้ใช้งานในแต่ละวัน ตั้งแต่โปรไฟล์ การเข้ามีส่วนร่วมในชุมชน จนถึงข้อมูลการเข้าเว็บต่างๆ เพื่อนำมาเป็นฐานข้อมูลในการยิงโฆษณามาสู่ผู้ใช้งานให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย
แต่เดิมกรอบข้อตกลงการส่งข้อมูลช่วยให้ทาง Facebook สามารถนำข้อมูลผู้ใช้งานจากสหภาพยุโรปไปประมวลผล เพื่อยิงโฆษณาและสามารถสร้างรายได้แก่บริษัท แต่หากมีการร่างกฎเข้มงวดหรือปิดกั้นส่วนนี้ไป Facebook จะต้องสูญเสียการเข้าถึงข้อมูลผู้ใช้งานนับร้อยล้านบัญชี จนอาจสูญเสียรายได้ไปไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯเลยทีเดียว
นี่เองจึงเป็นที่มาว่าเหตุใดทาง Meta จึงเริ่มส่งสัญญาณว่า หากไม่มีการอะลุ่มอล่วยหรือกรอบควบคุมเข้มงวดเกินไป ทางบริษัทคงไม่สามารถให้บริการ Facebook และแอพพลิเคชั่นอื่นๆ ได้ดังเดิม แต่สิ่งนี้เองก็สร้างเสียงทัดทานขึ้นมากในยุโรป โดยเฉพาะบรรดารัฐมนตรีของยุโรปที่ออกมาตอบโต้ในเชิงแข็งกร้าว
เริ่มจาก Robert Habeck รัฐมนตรีเศรษฐกิจของเยอรมนีระบุว่า เขาไม่มีบัญชี Facebook และ Twitter มาหลายปีหลังถูกแฮก ซึ่งชีวิตของเขาตอนนี้ก็มีความสุขดี เช่นเดียวกับ Bruno Le Maire รัฐมนตรีกระทรวงการคลังของฝรั่งเศส ออกมายืนยันว่า ต่อให้ไม่มี Facebook คนเราก็มีชีวิตที่ดีได้ ก่อนทั้งคู่จะเรียกร้องให้ประเทศในยุโรปร่วมมือกันต่อต้านเรื่องนี้
เป็นอันชัดเจนว่าท่าทีของบรรดาผู้นำประเทศในยุโรปจะไม่ยอมโอนอ่อนให้กับบริษัทข้ามชาติแห่งนี้โดยง่าย
เทียบกับการคุ้มครองผู้บริโภคและคุ้มครองข้อมูลส่วนตัวในประเทศไทย
คาดเดาได้ยากว่าเรื่องนี้จะชี้นำไปในทิศทางไหนในเมื่อ Facebook ก็เริ่มเสื่อมความยิ่งใหญ่ลงทุกวัน จากอัตราการเติบโตและยอดผู้ใช้งานเริ่มลดลง จำนวนคนใช้งานที่เป็นกลุ่มวัยรุ่นลดลง จนถึงการผงาดขึ้นมาของแพลตฟอร์มใหม่ Tiktok เริ่มเข้ามาแย่งส่วนแบ่งการตลาด จึงเป็นไปได้ว่าทางฝ่าย Meta อาจต้องยอมประนีประนอมเสียเอง
มาถึงตรงนี้หลายคนอาจย้อนคิดถึงการคุ้มครองข้อมูลส่วนตัวในประเทศไทย กับกฎหมาย PDPA หรือ พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 โดยมีต้นแบบมาจากกฎหมาย GDPR ที่บังคับใช้กันอยู่ในสหภาพยุโรปในตอนนี้ รายละเอียดจึงมีความใกล้เคียงกันอย่างมากซึ่งถือว่าช่วยปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลได้เป็นอย่าดี
ข้อแตกต่างเดียวระหว่าง GDPR และ PDPA คือ กฎหมายฉบับหลังปัจจุบันก็ยังคงไม่มีผลบังคับใช้เสียที
ในช่วงการเลื่อนบังคับใช้กฎหมาย เกิดเหตุการณ์ข้อมูลของหน่วยงานในประเทศไทยรั่วไหลไปแค่ไหน?
อย่างที่รู้กันว่า GDPR มีผลบังคับใช้นับแต่ปี 2561 ส่วน PDPA เป็นพระราชบัญญัติที่มีมาตั้งแต่ปี 2562 ก็จริง แต่ปัจจุบันยังคงถูก พระราชกฤษฎีกา เลื่อนการบังคับใช้ออกไปเรื่อยๆ จากที่สมควรมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2563 ถูกดึงเวลาบังคับใช้ยืดออกไปอีกถึง 2 ปี โดยไม่อาจแน่ใจว่าปีนี้จะถูกเลื่อนอีกหรือไม่ ทำให้เกิดความหละหลวมในการรักษาข้อมูลมาหลายครั้ง
ถ้าจะถามว่าระยะเวลาแค่ 1-2 ปีที่เลื่อนการบังคับใช้ส่งผลกระทบขนาดไหน? ก็สามารถเห็นตัวอย่างได้ ดังนี้
- 12 มกราคม 2564 บริษัท ทริปเปิลที บรอดแบนด์ จำกัด หรือ 3BB ถูกแฮกจนข้อมูลลูกค้าหลุดไปนับ 10,000 ราย
- 19 มีนาคม 2564 บริษัท คาโดคาวะ อมรินทร์ จำกัด ทำข้อมูลส่วนตัวและข้อมูลบัตรเครดิตลูกค้าหลุดจากระบบเป็นจำนวนมาก สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง
- 14 มิถุนายน 2564 เว็บไซต์ ThailandInterVac.com ของรัฐบาลที่เปิดให้ชาวต่างชาติกลุ่มเสี่ยงลงทะเบียนฉีดวัคซีน ทำข้อมูลส่วนบุคคลหลุดออกไปเป็นจำนวนมาก ก่อนถูกปิดไปโดยไม่มีการชี้แจง
- 23 สิงหาคม 2564 ข้อมูลหนังสือเดินทางของผู้เดินทางเข้าประเทศไทยหลุดออกไปกว่า 106 ล้านรายการ
- 6 กันยายน 2564 ข้อมูลคนไข้ของกระทรวงสาธารณสุข หลุดออกไปจากโรงพยาบาลในจังหวัดเพชรบูรณ์นับ 10,000 ราย แต่รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขยืนยันว่า เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่มีอะไรเป็นความลับ
- 7 กันยายน 2564 ข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งาน CP freshmart หลุดออกไปเป็นจำนวนมาก ตั้งแต่ ชื่อ นามสกุล หมายเลขโทรศัพท์ จนถึงที่อยู่
- 7 ตุลาคม 2564 มีข้อมูลจากกระทรวงสาธารธรณสุขหลุดออกอีกครั้ง โดยคราวนี้มีตั้งแต่ชื่อ ที่อยู่ จนถึงเลขบัตรประจำตัวประชาชน และเป็นข้อมูลของโรงพยาบาลถึง 11 แห่งเลยทีเดียว
- 2 กุมภาพันธ์ 2565 T-CAS ผู้ทำการจัดสอบเข้าระดับอุดมศึกษา ทำข้อมูลสำคัญทั้งหมดของผู้สมัครกว่า 23,000 รายหลุดออกไป แต่ไม่ยอมแจ้งข้อมูลว่าหลุดออกไปจากที่ไหน และใครเป็นผู้ได้รับผลกระทบ
สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นเพียงตัวอย่างที่ถูกยกมาจากเหตุการณ์ข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลในช่วงหลัง แน่นอนว่าแม้มีความพยายามตามหาตัวผู้กระทำผิด แต่ในปัจจุบันกลับไม่มีข่าวคราวความคืบหน้าใดเพิ่มเติม ทั้งในการจับกุมตัวผู้กระทำความผิด หรือการเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยแก่ข้อมูลส่วนบุคคลก็ตาม
แน่นอนการแก้ไขปัญหาด้านระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ถ้า PDPA หรือ พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ถูกบังคับใช้ ถึงไม่สามารถปกป้องข้อมูลได้ แต่อย่างน้อยเราก็พอจะควบคุมความเสียหาย และตามหาตัวผู้รับผิดชอบจากเหตุการณ์ครั้งนี้ได้
ไม่ใช่ปล่อยให้เงียบเข้ากลีบเมฆโดยไม่มีใครคิดเข้ามาชดเชยหรือใส่ใจแก้ไขปัญหาเหล่านี้แบบในปัจจุบัน
ดังนั้นสิ่งที่เราควรตั้งคำถามเมื่อได้เห็นการโต้แย้งระหว่างทาง Meta ที่กำลังเรียกร้องการส่งผ่านข้อมูล กับรัฐบาลในประเทศยุโรปที่พยายามปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนจึงไม่ใช่เรื่องของ Facebook แต่เราควรตั้งคำถามมากกว่าว่าเหตุใด นักการเมืองและกฎหมายของประเทศไทยจึงไม่มีผลบังคับใช้เพื่อคุ้มครองประชาชนคนไทยเสียที
--------------------
ที่มา