ความปลอดภัยบนท้องถนนที่ถูกพัฒนาไกล แต่ท้องถนนไทยกลับย่ำอยู่ที่เดิม
ในหลายประเทศอย่างเช่น โปแลนด์ ได้มีการนำเทคโนโลยีมาร่วมใช้เพื่อความปลอดภัยของคนข้ามถนนเช่นเดียวกัน โดยติดตั้งระบบ Smartpass ที่อัพเกรดทางม้าลายให้ฉลาดขึ้น ซึ่งประกอบไปด้วย ระบบอินฟราเรดในการตรวจจับคนข้ามถนน หากระบบตรวจพบว่ากำลังมีคนจะข้ามถนน ระบบจะส่งสัญญาณไปยังไฟบนพื้นให้สว่างขึ้นอัตโนมัติ รวมถึงมีป้ายเตือนเหนือศีรษะที่จะส่องไฟสว่างขึ้นเพื่อแจ้งเตือนให้คนขับรถรู้ ซึ่งหลังจากการนำเทคโนโลยีนี้เข้ามาใช้ ก็พบว่าช่วยเพิ่มความปลอดภัยของคนข้ามถนนได้เพิ่มขึ้นถึง 25%
ในไทยเองก็มีบางจุดที่ทางม้าลาย มีระบบเชื่อมต่อกับสัญญาณไฟจราจร ซึ่งหากต้องการข้ามถนนก็สามารถกดปุ่มเพื่อให้สัญญาณไฟทำงาน แจ้งเตือนรถที่กำลังขับมาได้ แต่ผู้คนส่วนใหญ่กลับไม่นิยมกดกัน เป็นไปได้ไหมว่าอาจเกิดจากความรู้สึกเคยชินที่ไม่ว่าจะมีสัญญาณไฟให้คนข้ามหรือไม่ ผู้ใช้รถส่วนใหญ่ก็แทบไม่มีใครจอดให้ทางตามสัญญาณไฟอยู่ดี การข้ามถนนของคนไทยจึงไม่สามารถพึ่งพาเทคโนโลยีใดๆได้ การใช้ชีวิตเหมือนเป็นการวัดดวงอยู่แทบจะตลอดเวลา
ในปี 2561 องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้รายงานว่าประเทศไทย เป็นประเทศที่มีอัตราการเกิดอุบัติเหตุสูงเป็นอันดับ 9 ของโลก เสียชีวิตปีละ 22,491 ราย หรือ คิดเป็น 32.7 คนต่อประชากร 1 แสนคน โดยเฉพาะช่วงเทศกาลใหญ่ๆอย่างปีใหม่หรือสงกรานต์ แต่จากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในปี 2563 ที่ผ่านมา ที่ส่งผลให้มีผู้ใช้รถใช้ถนนเบาบางลง สถานการณ์อุบัติเหตุบนท้องถนนของไทยจึงมีแนวโน้มดีขึ้นเล็กน้อยในภาพรวม เหมือนบุญมีแต่กรรมบังแม่ตัวเลขจะลดน้อยลงแต่ไทยก็ยังคงเป็นประเทศที่มีผู้เสียชีวิตบนท้องถนนสูงที่สุดอันดับ 1 ในเอเชียและในภูมิภาคอาเซียน
สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร กระทรวงคมนาคม พบว่า 3 สาเหตุหลักที่ทำให้ไทยติดอันดับดังกล่าวมาจาก สาเหตุการชนทั่วไป จากตัวบุคคล เช่น ขับเร็วเกินกำหนด ขับปาดกันไปมา และจากอุปกรณ์ เช่น ห้ามล้อขัดข้อง ดังนั้นผู้ใช้รถใช้ถนนจึงไม่ควรเพิกเฉย และควรเพิ่มเทคโนโลยีใหม่ๆเพื่อเพิ่มความปลอดภัยในขับขี่ แต่ก็เกิดคำถามอีกว่าจึงก่อนนำเทคโนโลยีใหม่ๆเข้ามาใช้ เราควรปลูกจิตสำนึกและวินัยของคนในประเทศก่อนดีไหม?
หรือวัฒนธรรมไทยไม่เคยให้ความสำคัญกับคนข้ามถนน?
แม้ว่าตั้งแต่เรายังเด็กจะได้ฝึกปรือเรียนรู้การข้ามถนนจากผู้ใหญ่มาพอสมควรแล้ว แต่ต้องยอมรับว่าการข้ามถนนในประเทศไทย ขนาดคนไทยเองที่ว่ามีประสบการณ์โชกโชนยังรู้สึกได้ว่าน่ากลัวและไม่ปลอดภัย ซึ่งผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ “นายพรหมมินทร์ กัณธิยะ” ได้ออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องการใช้ทางม้าลายในไทยด้วยเช่นกัน
“มีหลักสากลอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมา คนไทยมีวัฒนธรรมการใช้ทางม้าลายต่างกับในต่างประเทศมาก ในเรื่องการให้ความสำคัญกับคนข้ามถนน”
“ในต่างประเทศ เขาจะให้ความสำคัญกับคนเดินเท้าค่อนข้างมาก เนื่องจากเขาถือว่าคน คนเดินเท้าเป็นผู้เปราะบางต้องได้รับสิทธิ์ก่อน ดังนั้นเวลาเราไปยุโรปเราจะเห็นว่า เวลามีคนข้ามถนน คนที่ขับรถมาเขาจะหยุด หยุดเพื่อให้คนข้ามก่อนนะ ซึ่งมันตรงกันข้ามกับบ้านเราที่คนใช้รถมักจะขอสิทธิ์ก่อน บางครั้งถึงขั้นบีบแตรไล่ก็มีรอให้ฉันไปก่อน แล้วคนที่ขับรถก็ไม่ยอมหยุดให้กับคนที่จะข้ามทางม้าลายอันนี้ถือว่าเป็นจุดบอดมหาศาลนะครับ”
นอกจากวินัยในการขับขี่ของคนไทยแล้ว ปัจจัยที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุตรงทางม้าลาย ยังรวมถึงมาตรฐานการก่อสร้างด้วย ซึ่งโดยปกติทางม้าลายจะมีความกว้างไม่น้อยกว่า 5 เมตร ใช้สีขาวดำ ให้เห็นเด่นชัด สีที่ใช้ต้องเป็นสีเทอร์โมพลาสติกที่มีส่วนผสมของซิลิก้า หรือผงแก้วผงทรายเพื่อให้เกิดความแวววาวจนสามารถมองเห็นในระยะไกลได้ รวมถึงป้ายเตือนก่อนถึงทางม้าลายเป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่ไม่มีไม่ได้ เพื่อเป็นสัญญาณให้คนขับรถมองเห็นและชะลอความเร็ว แต่ที่สำคัญเลยคือต้องมีการบำรุงรักษาอยู่ตลอดเพื่อไม่ให้สีเกิดการเจือจางจนเลือนหายด้วย ซึ่งเราอาจพอสังเกตเห็นได้ว่าบางพื้นที่มีทางม้าลายจริง แต่ดันดูแลได้ไม่ครบตามมาตรฐาน
เชื่อว่าเราคงเห็นกันเป็นปกติอยู่แล้ว ไม่ว่าจะนำเทคโนโลยีใหม่ๆเข้ามาใช้บนท้องถนนของประเทศเราอย่างไร ยอดคนเจ็บคนตาย ก็อยู่ระดับพอๆกันในแต่ละปี หรือต่อให้มีเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยสำหรับคนข้ามถนนแบบ 100 เปอร์เซ็นต์ที่อาจใช้เวลาหลาย 10 ปีในการผลิต แต่เชื่อว่าหลายคนคงคิดคล้ายๆกันว่าจนถึงตอนนั้น วินัยและจิตใต้สำนึกของคนขับรถในไทยก็ไม่ได้ต่างไปจากเดิมอยู่ดี ยอดอุบัติเหตุคงมีเท่าเดิม คนใช้ถนนยังต้องคอยหวาดระแวงกันเหมือนเดิม เพราะสิ่งเหล่านี้หากพูดกันตามตรงแล้ว วินัยและจิตใต้สำนึกพัฒนายากยิ่งกว่าเทคโนโลยีเสียอีก
--------------------
ที่มา: