ในยุคที่คนจำนวนมากอ่านข่าวทางโซเชียลมีเดียมากกว่าดูโทรทัศน์ นักข่าวรุ่นใหม่ที่ใช้เครื่องมืออย่าง Twitter ได้คล่องแคล่ว ผสมกับทักษะการทำข่าวแบบดั้งเดิม จึงกลายเป็นทางเลือกใหม่ เหมือนที่ แชมส์ คาราเนีย แจ้งเกิดในวงการ NBA อย่างทุกวันนี้

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline

Highlights

  • จากยุคก่อนที่ต้องเป็น “คนหน้ากล้อง” ถึงจะเป็นนักข่าวชั้นนำที่ได้รับความนิยม และมีรายได้มหาศาล
  • แชมส์ คาราเนีย ใช้ประโยชน์จาก Twitter เครื่องมือของคนรุ่นใหม่ ผสานกับความหลงใหลในกีฬาบาสเกตบอล ทักษะการเขียน และความมุ่งมั่น สร้างชื่อจนกลายเป็นนักข่าวชั้นนำในสาย NBA
  • ทุกวันนี้ คาราเนีย กลายเป็นอินฟลูเอนเซอร์ และแรงบันดาลใจให้เด็ก ๆ ทั้งจากงานเขียนใน The Athletic งานหน้ากล้องกับ Stadium และการรายงานข่าวคุณภาพบน Twitter ที่สร้างชื่อให้กับเจ้าตัว

--------------------
          ในวันที่โซเชียลมีเดียมีพลังมากพอจะส่งให้นักข่าวหนึ่งคนเป็นที่รู้จักของคนทั้งโลกได้

 

          เหมือนปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นกับ ฟาบริซิโอ โรมาโน นักข่าวชาวอิตาเลียนที่กลายเป็น "เบอร์หนึ่ง" ของวงการฟุตบอลยุคนี้

 

          เหตุการณ์ทำนองเดียวกัน ก็เกิดขึ้นในโลกบาสเกตบอลเช่นกัน กับ แชมส์ คาราเนีย นักข่าวหนุ่มชาวอเมริกัน ที่สร้างชื่อตั้งแต่อายุยังน้อยด้วยพลังของ Twitter และรายงาน Breaking News ที่เร็วจนอาจทำให้เจ้าตัวมีรายได้ในระดับเดียวกับพิธีกรดัง ๆ ทางโทรทัศน์ ในอีกไม่ช้า

 

"แชมส์" vs "วอช"
(“วอช” และ “แซมส์” สองนักข่าว breaking news สุดฮอตแห่งยุค Twitter / ภาพจาก YouTube)

          จริง ๆ แล้ว สิ่งที่ทำให้ แชมส์ คาราเนีย เป็นที่รู้จัก ไม่ใช่งานแปลกใหม่อะไรในวงการนี้ นั่นคือการนำเสนอข่าวสำคัญของบาสเกตบอล NBA ให้เร็วกว่าผู้สื่อข่าวคนอื่น ๆ

 

          แต่ด้วยพลังของเทคโนโลยี และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างมากจากโซเชียลมีเดีย ทำให้ความเร็วและแม่นยำ ซึ่งเป็นคุณสมบัติของ Breaking News มีพลังเพิ่มขึ้นมหาศาล

 

          จนกลายเป็นอำนาจในการต่อรองรูปแบบใหม่ของคนทำสื่อ

          นักข่าวหนุ่มเชื้อสายปากีสถานจากชิคาโก ที่แฟนกีฬาเรียกสั้น ๆ ว่า "แชมส์" มักเป็นคนแรกที่นำเสนอข่าวใหญ่ในวงการยัดห่วง ไม่ว่าจะเป็นการเทรด เซ็นสัญญาฟรีเอเจนต์ อาการบาดเจ็บ หรือความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในแวดวง ฯลฯ

 

          จนทำให้เจ้าตัวเป็นที่สนใจ และมีผู้ติดตามบน Twitter มากถึง 1.4 ล้านคน

 

          อีกปัจจัยที่ทำให้โซเชียลมีเดียมีพลังกว่าสื่อยุคก่อน คือการมีส่วนร่วม (engagement)

(การแข่งขันเพื่อเป็นนักข่าวที่ดีที่สุดระหว่าง “แชมส์” กับ “วอช” กลายเป็นเรื่องสนุกของแฟน NBA / ภาพจาก ClutchPoints)

          เพราะแฟน ๆ NBA บน Twitter มักจะจับตาดูว่าระหว่าง "แชมส์" ซึ่งปัจจุบันทำงานให้ The Athletic กับ "วอช" เอเดรียน วอชนารอฟสกี นักข่าวรุ่นพี่ของ ESPN ใครจะเป็นคนแรกที่นำเสนอรายงานใหญ่ ๆ ได้เร็วกว่ากัน

 

          โดยเฉพาะในช่วงปิดฤดูกาล และเส้นตายก่อนปิดตลาด ที่จะมีการเทรดผู้เล่นจำนวนมาก "แชมส์" และ "วอช" จะผลัดกันเป็นคนแรกที่นำเสนอข่าวสำคัญได้ก่อน และสร้าง engagement ได้มากมาย ทั้งจากการแสดงความเห็น หรือรีทวีตต่อ ๆ กันไป

 

          ในจำนวนนี้ ก็จะมีแฟนกีฬาบางราย รอที่จะรีทวีตพร้อมแซว "แชมส์" กับ "วอช" ว่าข่าวนี้ถูกรายงานไปแล้วโดยอีกคน

 

          หรือโพสต์วิดีโอที่ตัดต่อคลิปหัวของทั้งคู่ ว่า วอชนารอฟสกี ทนไม่ไหวที่ คาราเนีย มักจะทวีตข่าวสำคัญก่อนเขาเสมอ และจัดการดังค์อีกฝ่ายลงห่วงแทน

 

          ทั้ง คาราเนีย, วอชนารอฟสกี และ อดัม เชฟเตอร์ ที่ติดตาม NFL ให้กับ ESPN กลายเป็นนักข่าวรุ่นใหม่ที่มาแรง และมีค่าเหนื่อยระดับเจ็ดหลัก โดยไม่ต้องเป็นนักพากย์หรือพิธีกรกีฬาคนดัง

 

          แม้จะไม่มีการเปิดเผยข้อมูลอย่างเป็นทางการ แต่คาดว่าทั้งสามรายนี้ น่าจะมีค่าเหนื่อยต่อปีในระดับ 2-3 ล้านดอลลาร์ เป็นอย่างต่ำ

 

          และอาจเพิ่มขึ้นอีกด้วย เมื่อสัญญาของทั้งหมดกำลังจะหมดลงในปี 2022

 

ปลดปล่อยความหลงใหลในรูปตัวหนังสือ

(RealGM เวทีแรกของ “แชมส์” ตั้งแต่สมัยยังเป็นนักข่าวฝึกหัด / ภาพจาก realgm.com)

          บาสเกตบอลกับ "แชมส์" เป็นของคู่กันมาตลอด แต่หลังถูกตัดออกจากทีม เมื่อเข้าสู่ระดับไฮสคูล เพราะโค้ชมองว่าเขาตัวเล็กเกินไป (5 ฟุต 9 นิ้ว)

 

          คาราเนีย ก็ต้องยอมรับความจริงว่าความฝันที่จะถูกดราฟต์ และเล่นให้ทีมโปรดอย่าง ชิคาโก บูลส์ ถึงคราวสิ้นสุดแล้ว

 

          เมื่อบาสเกตบอลเปลี่ยนเป็นงานอดิเรก "แชมส์" ต้องเริ่มมองหาเป้าหมายใหม่ เขาค้นพบโอกาสอีกครั้ง ระหว่างเรียนเกรด 10 เมื่อครูในคลาสภาษาอังกฤษชมว่าเขาเขียนหนังสือได้น่าประทับใจ และน่าจะลองมุ่งมั่นกับเรื่องนี้ดู

 

          บวกกับความชอบในการติดตามและอ่านข่าวกีฬา ตั้งแต่ยุคที่ยังไม่มีโซเชียลมีเดีย คาราเนีย มักเป็นคนแรก ๆ ที่เข้าถึงข่าวใหม่ ๆ บนเว็บไซต์เสมอ ด้วยการนั่งรีเฟรชหน้าจอ HoopsHype และ RealGM ตลอดจนกว่าจะมีข่าวใหม่ปรากฎขึ้น

 

          เมื่อเข้าเรียนในระดับไฮสคูล คาราเนีย เสนอตัวเป็นกองบรรณาธิการให้หนังสือพิมพ์ของสถาบัน เริ่มเขียนบล็อกเกี่ยวกับ ชิคาโก บูลส์ บนเว็บไซต์ ChicagoNow (ในเครือ Chiago Tribune หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น)

 

          เมื่อสนุกกับสิ่งที่ทำ "แชมส์" ทุ่มเวลาทั้งหมดไปกับสิ่งนี้ เขาเขียนบล็อกเกี่ยวกับ บูลส์ ทุกวัน และไปที่สนาม เพื่อติดตามผลการแข่งทุกนัด โดยไม่มีค่าตอบแทน ขณะที่เพื่อนร่วมรุ่นคนอื่น ๆ ถ้าไม่ทำกิจกรรม ก็ปาร์ตี้เป็นหลัก

 

          ในช่วงเกรด 11 และ 12 คาราเนีย ไปไกลกว่านั้น เมื่อเขาพาตัวเองเข้าไปฝึกงานกับ RealGM เว็บไซต์โปรดจนได้ และทำผลงานได้เข้าตา คริส เรนา บรรณาธิการบริหาร

 

          "แค่สองเดือนแรก ผมก็รู้สึกว่า แชมส์ ต่างจากเด็กคนอื่น ๆ เขาดูมีวุฒิภาวะ และรู้จักเข้าหาคน และชัดเจนว่าตัวเองมีเป้าหมายอะไร"

 

สิ่งที่คุณรัก vs สิ่งที่พ่อแม่ต้องการ

 

(รายงานการเทรดแลก ลูโอล เดง กับ แอนดรูว์ บายนัม คือทวีตสำคัญที่เปลี่ยนชีวิตของ “แชมส์” / ภาพจาก Twitter)

 

          แต่ไม่ได้แปลว่าครอบครัวจะเห็นดีเห็นงามด้วยกับความฝันนี้ ในฐานะลูกคนโตของครอบครัวที่อพยพจากปากีสถานมาใช้ชีวิตในอเมริกา

 

          พ่อแม่ของ "แชมส์" อยากเห็นเขามีอาชีพที่ธรรมดาและ "ดูมั่นคงกว่า" อย่าง ทนายความ แพทย์ หรือนักบัญชี

 

          แม่ซึ่งทำงานเป็นพยาบาลที่ Skokie Hospital ในชิคาโก ยังแนะนำให้เขาทำงานเสริมเป็นเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกของแผนกที่เธออยู่

 

          แม้ลึก ๆ จะไม่ใช่สิ่งที่ต้องการ แต่ "แชมส์" ซึ่งเวลานั้นเรียนอยู่เกรด 11 ก็ตกลงเพื่อความสบายใจของแม่ และใช้เวลาว่างระหว่างที่ไม่ต้องช่วยดูแลคนไข้ หรือธุรการอื่น ๆ ส่งข้อความและเขียนอีเมลติดต่อกับแหล่งข่าวเป็นระยะ

 

          กระทั่งสอบติดคณะสื่อสารของมหาวิทยาลัย Loyola

 

          ขณะที่อาชีพในฝันของ "แชมส์" ก้าวหน้าขึ้น เจ้าตัวก็ต้องประคองการเรียน และงานที่โรงพยาบาลควบคู่ไปด้วย ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะเขารู้เป้าหมายของตัวเองชัดเจนว่าต้องการอะไรกันแน่ในชีวิต

 

          จนในเดือนสิงหาคม 2010 "แชมส์" ก็ได้ลองใช้งาน Twitter เป็นครั้งแรก และกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ช่วยให้สกูปที่เขาเขียนลง RealGM เข้าถึงผู้คนได้มากขึ้น

 

          รวมถึงการเริ่มสร้างชื่อในฐานะคนนำเสนอ Breaking News เมื่อเขาเป็นคนแรกที่ทวีตรายงานว่า แชฟลิค แรนดอล์ฟ ย้ายกลับจากจีนมาเซ็นสัญญา 10 วันกับ บอสตัน เซลติกส์ เมื่อปี 2013

 

          แม้จะเริ่มมีชื่อเสียงแล้ว แต่ ชิคาโก บูลส์ ทีมโปรดในวัยเด็ก กลับไม่อนุญาตให้ "แชมส์" ซึ่งขณะนั้นอายุแค่ 18 ปี เข้าไปในสนามเพื่อรายงานการแข่งขันร่วมกับนักข่าวอาชีพอื่น ๆ

 

          ทางออกของเขาคือติดต่อหาแผนกพีอาร์ของ มิลวอกี บัคส์ ซึ่งอยู่ไม่ไกลออกไป และเสนอตัวที่จะรายงานข่าวให้ โดยไม่คิดค่าตอบแทน

 

          "แชมส์" ได้รับโอกาส และเริ่มเดินทางระหว่างเมืองเพื่อรายงานการแข่งขันแบบสด ๆ แต่ก็แลกมาด้วยความเหนื่อยอ่อนจากการขับรถ จนกระทบต่อผลการเรียนอย่างช่วยไม่ได้

 

          เขาเคยลุกออกจากห้องระหว่างที่อาจารย์เล็คเชอร์ เพื่อคุยโทรศัพท์นานถึง 20 นาที กับแหล่งข่าวเรื่องที่ แอนโธนี เบนเนตต์ เตรียมจะย้ายไป มินเนโซตา ทิมเบอร์วูล์ฟส์ จนอาจารย์ต้องเรียกไปคุยหลังจบคลาส

 

          จนในที่สุด ชื่อของ "แชมส์" ก็เริ่มถูกพูดถึงในหมู่นักข่าวรุ่นใหญ่ เมื่อเขาเป็นคนแรกที่ทวีตว่า ลูโอล เดง ถูก บูลส์ เทรดให้ คลีฟแลนด์ คาวาเลียร์ส แลกกับ แอนดรูว์ บายนัม และสิทธิ์ในการดราฟท์ เมื่อ 7 มกราคม 2014

 

          ตอนนั้น เขาอายุแค่ 19 และยังเป็นนักข่าวฝึกหัดของ RealGM แต่แค่ข้ามคืน ทวิตนั้นทำให้เขามีผู้ติดตามเพิ่มถึง 4 พันคน เสียงชื่นชมจากฮีโร่ของเขา อย่าง วอชนารอฟสกี ที่กล่าวว่า "นี่คือนักข่าวดาวรุ่งที่ดีที่สุด"

 

          เขาได้งานเสริมในการเขียนสกูปเกี่ยวกับ โจอาคิม โนอาห์ และ ดไวท์ ฮาวเวิร์ด ให้ ESPN และสำคัญที่สุด คือ บูลส์ อนุญาตให้เขาไปติดตามข่าวที่สนามได้ทุกนัด

 

          และพิสูจน์ให้พ่อและแม่เห็นว่าสิ่งที่เขาทำอยู่นั้น มีอนาคตจริง เมื่อเขาได้รับการทาบทามจากทั้ง Sports Illustrated และ Yahoo! Sports ขณะที่ยังเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย

 

          คาราเนีย เลือก Yahoo! Sports เพื่อเรียนรู้กับ วอชนารอฟสกี

 

          "นั่นเป็นครั้งแรกที่แม่เลิกพูดให้ผมมองหาอาชีพอื่น ๆ"

 

ก้าวสำคัญในชีวิต

 

(พอล ฟิชเทนบอม คือคนที่เห็นแววของ แชมส์ ตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษา และคอยติดตามจนได้ร่วมงานกันที่ The Ahtletic ในปัจจุบัน / ภาพ Getty Images)

          งานแรกของ "แชมส์" ที่ Yahoo! คือแพลตฟอร์ม The Vertical ที่มี "วอช" เป็นแกนนำ และมีโอกาสได้อยู่หน้ากล้องเป็นครั้งแรกในชีวิตการทำข่าว

 

          แต่ Twitter ก็ยังเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้เขาเป็นที่รู้จักในวงกว้างอยู่ดี และมันก็กลายเป็นเวทีให้เขาได้แข่งขันกับ "วอช" เมื่อรุ่นพี่รายนี้ ย้ายไปทำงานให้ ESPN ในปี 2017

 

          ถึง "แชมส์" มักจะถูกประกบคู่กับ "วอช" ว่าใครรายงานข่าวได้ก่อน แต่เจ้าตัวก็ยืนยันว่าโฟกัสของเขาคือการแข่งกับตัวเอง เพื่อทำหน้าที่ให้ดีที่สุด

 

          จนเมื่อสัญญาของเขากับ Yahoo! กำลังจะหมดลง ในปี 2018 พอล ฟิชเทนบอม ซึ่งเคยทาบทามเขาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ก็ติดต่อมาอีกครั้ง เพื่อเริ่มงานใหม่กับ The Athletic ที่เพิ่งก่อตั้งได้ไม่นาน

 

          แต่ขณะที่ The Athletic นั้นเน้นด้านงานเขียนเป็นหลัก "แชมส์" จึงต้องหาพื้นที่หน้าจอให้กับตัวเองควบคู่กันไป และลงเอยที่ Stadium สำนักข่าวออนไลน์ในชิคาโก

 

          จากนักข่าวหน้าใหม่ที่ถูก บูลส์ ปฏิเสธเข้าสนาม ทุกวันนี้ "แชมส์" กลายเป็นพรีเซนเตอร์ 5G ของ AT&T และอาจมีรายได้เพิ่มขึ้นอีกมหาศาล เมื่อสัญญาปัจจุบันของเขากำลังจะหมดลงในปีนี้

 

          เพราะยอดผู้ติดตามบน Twitter หลักล้านคน และพฤติกรรมการติดตามข่าวของคนยุคปัจจุบันที่เปลี่ยนไป ทำให้เขามีอำนาจต่อรองมากขึ้น

 

          "ผมว่าโลกที่เราอยู่ทุกวันนี้ มันต่างจากเมื่อ 5-6 ปีก่อนมาก โซเชียลมีเดียคือวิธีที่เราใช้ติดต่อสื่อสารกับผู้คน Twitter ทำให้คนเห็นงานของผมมากขึ้น และจำได้ว่าผมคือใคร ผมคิดว่าตัวเองโชคดีมากที่เลือกทางนี้ และได้ทำในสิ่งนี้"

--------------------

SOURCE