จดหมายเตือนจาก Apple ต่อผู้ใช้งาน ทำให้ผู้คนต่างให้ความสนใจ State Sponsor attackers มากขึ้น แต่แท้จริงนั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นมานานและเคยสร้างปัญหาระดับโลกมาครั้งหนึ่ง
--------------------
State Sponsor attackers หรือ การโจมตีทางไซเบอร์ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐ เป็นคำที่ถูกพูดถึงมากขึ้นหลังการส่งจดหมายเตือนจาก Apple ว่าผู้ใช้งาน iPhone อาจตกเป็นเป้าโจมตีทางไซเบอร์เพื่อขโมยข้อมูลส่วนตัวที่มีความอันตรายสูง แม้อาจเป็นการแจ้งเตือนผิดพลาดแต่อยากให้ผู้ใช้งานเฝ้าระวังเรื่องนี้ให้ดี
นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นวันเดียวกับการที่ทาง Apple สั่งฟ้อง NSO Group Technologies บริษัทเทคโนโลยีสัญชาติอิสราเอล จากการสร้างมัลแวร์ชนิดพิเศษ Pegasus ที่สามารถเจาะเข้าถึงข้อมูลและควบคุมโทรศัพท์มือถือของเหยื่อได้โดยไม่รู้ตัว ทำให้บริษัทไอทีมากมายทยอยฟ้องบริษัทดังกล่าวไปตามกัน
State Sponsor attackers นี้ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก หลายประเทศทั่วโลกพยายามทำการโจมตีเข้าถึงข้อมูลเชิงลึก ไม่ว่าจะใช้กับบรรดาอาชญากรหรือบรรดาผู้เห็นต่างทางการเมือง การสอดแนมเป็นวงกว้างคือสิ่งที่เกิดขึ้นตลอด อย่างกรณีการเปิดเผยข้อมูลของ Edward Snowden
แต่นั่นคงยังเทียบไม่ได้กับวิกฤติการณ์ทางไซเบอร์ที่เคยเกิดขึ้นจาก State Sponsor attackers ด้วยหายนะที่มาในชื่อ WannaCry
WannaCry คืออะไร? ทำไมจึงกลายเป็นภัยคุกคามคอมพิวเตอร์ทั่วโลก?
WannaCry คือมัลแวร์ หรือ Ransomware ชนิดหนึ่งที่ถูกเรียกขานในหลายชื่อ ตั้งแต่ WannaCry, Wcry, Wana Decrypt0r, WannaCrypt ฯลฯ เกิดจากการอาศัยช่องโหว่ของระบบปฏิบัติการ Windows ของทาง Microsoft ในการปิดกั้นการเข้าถึงข้อมูลภายในตัวเครื่อง ซึ่งเป็นช่องโหว่ที่ถูกนำมาเปิดเผยตั้งแต่เดือนเมษายน 2017
ช่องโหว่ดังกล่าวทำให้คนภายนอกสามารถเข้าถึงและควบคุมเครื่องคอมพิวเตอร์ของเราได้โดยตรง ช่องโหว่นี้คือ SMBv1 (Microsoft Server Message Block) ใน Windows ซึ่งทำให้แฮกเกอร์สามารถอาศัยช่องโหว่ตรงนี้เข้ามายึดเครื่องคอมพิวเตอร์ของเราได้ในพริบตา
แน่นอนพอได้ยินเรื่องดังกล่าวทาง Microsoft ไม่ได้นิ่งนอนใจแต่เร่งออกแพชท์แก้อย่างรวดเร็ว เพื่อปิดช่องโหว่ SMBv1 ไม่ให้แฮกเกอร์เข้ามาแทรกแซงหรือควบคุมระบบได้อีก เป็นแพทช์อัปเดตที่ถูกปล่อยตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคม 2017 ซึ่งฟังดูไม่น่ามีอะไรอีก เมื่อสามารถป้องกันได้ปัญหาก็น่าจะคลี่คลาย
ถึงตรงนี้หลายคนอาจสงสัยเหตุใดทั้งที่ Microsoft ปล่อยแพชท์อัปเดต แก้ไขช่องโหว่ระบบเจ้าปัญหาช่องทางที่เป็นปัญหาไปล่วงหน้าตั้งนาน ก่อนที่ WannaCry จะออกมาอาละวาดเสียหลายเดือน เหตุใดจึงยังมีผู้เสียหายเป็นวงกว้างได้แบบนี้ได้?
คำตอบคือ ไม่ใช่ทุกคนที่จะอัปเดต Windows หรือ ระบบปฏิบัติการให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุดเสมอไป
เหตุผลล้วนมีหลากหลายตั้งแต่ การไม่ได้ใช้งาน Windows ถูกลิขสิทธิ์ทำให้ไม่สามารถเปิดอัปเดตได้, ระบบคอมพิวเตอร์ของตามสถานที่ต่างๆ ไม่ได้ทำการอัปเดตข้อมูลให้ทันสมัย บางแห่งใช้ระบบปฏิบัติการตกรุ่นที่ทาง Microsoft ยุติการสนับสนุนไปแล้ว หรือบางคนอาจปิดระบบอัปเดตอัตโนมัติทำให้พลาดการปิดช่องโหว่ในส่วนนี้
เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ทาง Microsoft ต้องออกแพชท์ฉุกเฉินสำหรับ Windows XP, Windows 8 และ Windows Server 2003 เป็นกรณีพิเศษเพื่อบรรเทาปัญหา เพิ่มอัปเดตระบบ Windows Defender สำหรับผู้ที่ไม่สามารถอัปเดตระบบปฏิบัติการได้ จนถึงเผยแพร่วิธีการปิดโปรโตคอล SMBv1 ของคอมพิวเตอร์เพื่อป้องกันไม่ให้ไวรัสหลุดเข้ามาในเครื่อง(ซึ่ง Windows 10 ที่ใช้กันส่วนมากในปัจจุบันไม่มี SMBv1 ติดตั้งมาด้วยอีกต่อไป)
แต่สงสัยกันไหมว่าแท้จริงเจ้า WannaCry หรือช่องโหว่ระบบ Windows เจ้าปัญหานี้เกิดขึ้นมาได้ยังไง? เหตุใดมันจึงแพร่หลายไปในหมู่แฮกเกอร์? ต้นตอการสร้างความเสียหายมโหฬารครั้งนี้มาจากไหน? แท้จริงมันใกล้ตัวกว่าที่ทุกคนคิด ต้นกำเนิดมัลแวร์รุ่นใหม่ Eternal blue เครื่องมือเจาะระบบที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐ
จุดเริ่มต้นของเรื่องทั้งหมดคงต้องย้อนกลับไปในช่วงเดือนสิงหาคม 2016 ด้วยฝีมือของแฮกเกอร์ Shadow Broker ทำการเจาะระบบเข้าไปในสถานที่แห่งหนึ่งเพื่อเรียกค่าไถ่ แต่เมื่อไม่มีใครมาจ่ายพวกเขาเลยปล่อยข้อมูลที่ได้มาจากการเจาะระบบในคราวนั้น เป็นที่มาของหนึ่งในต้นเหตุสำคัญของเหตุการณ์อย่าง Eternal Blue
Eternal Blue คือโค้ดสำหรับการเจาะระบบช่องว่างของระบบปฏิบัติการผ่าน SMBv1 (Microsoft Server Message Block) ใน Windows ซึ่งเป็นช่องทางเก่าที่มีอยู่ภายในระบบอยู่แล้วแต่แทบไม่ได้รับการใช้งานในปัจจุบัน ทำให้ทาง Microsoft ก็ละเลยช่องทางนี้ไป จนกลายเป็นช่องโหว่ให้สามารถเจาะระบบเข้าไปได้ในที่สุด
โดยหลักการแล้ว Eternal Blue สามารถเจาะระบบปฏิบัติการ Windows ทั้งหมดที่ใช้งานอยู่ในขณะนั้นได้ทันที ก่อนหน้าที่ทาง Microsoft จะอัปเดตแก้ช่องโหว่ดังกล่าว(คาดว่าเป็นทาง NSA แจ้งเตือนหลังข้อมูลหลุด) แฮกเกอร์สามารถยึดเครื่อง ควบคุม แก้ไข ดัดแปลงไฟล์ในเครื่องได้ดังใจ ไม่ต่างกับภาพแฮกเกอร์ที่เราเห็นในภาพยนตร์
แม้เหตุการณ์โจมตีของ WannaCry จะจบลงในเวลาไม่นาน แต่นั่นทำให้เกิดการตั้งคำถามมากมายตามมา ว่าแท้จริงทางหน่วยงานราชการเก็บซ่อนช่องโหว่ของระบบไว้ใช้งาน หรือพัฒนาเครื่องมืออาวุธทางไซเบอร์เหล่านี้มามากน้อยขนาดไหน จน Brad Smith ประธานบริษัท Microsoft ออกมาเรียกร้องให้ออกกฎหมายควบคุม และแจ้งไปหาบริษัทเอกชนเมื่อตรวจพบช่องว่างของระบบ
น่าเสียดายที่คำตอบจาก นายพล Keith Alexander อดีตผู้อำนวยการ NSA และหัวหน้าฝ่าย Central Security Service ปฏิเสธความรับผิดชอบรวมถึงส่วนเกี่ยวข้องกับมัลแวร์จากการใช้งาน Eternal blue ที่เกิดขึ้น เขาให้ความเห็นว่า WannaCry อีกทั้งมัลแวร์เหล่านั้นเกิดจากน้ำมือแฮกเกอร์ เป็นเหตุให้ทาง NSA จำเป็นต้องพัฒนาเพื่อรับมือภัยทางไซเบอร์จนต้องใช้ช่องโหว่ของระบบเหล่านั้นอีกด้วย
แม้ไม่ได้ยอมรับออกมาตามตรงแต่ชัดเจนแล้วว่า การโจมตีไซเบอร์ครั้งใหญ่ WannaCry จากช่องทาง Eternal blue นั้นเกิดขึ้นได้ด้วยน้ำมือของภาครัฐ ถือเป็นผลพวงจาก State Sponsor attackers การโจมตีไซเบอร์จากภาครัฐที่นอกจากละเมิดสิทธิประชาชนแล้ว ยังกลายเป็นชนวนเหตุในการสร้างความเสียหายเป็นวงกว้างต่อสังคมอีกด้วย มรดกของ Eternal blue กับการตั้งคำถามหลังจากนี้
ภายหลังการเกิดขึ้นและโด่งดังของ WannaCry ทั่วโลกต่างพากันตื่นตัวเรื่องระบบความปลอดภัยไซเบอร์ แต่ทางฝั่งแฮกเกอร์เองก็ได้รู้จักเครื่องมือทรงพลังอย่าง Eternal blue จนเริ่มใช้งานตาม เริ่มตั้งแต่การดัดแปลง WannaCry เวอร์ชั่นใหม่โดยนำระบบ Kill switch ออก ไปจนถึงดัดแปลงมัลแวร์ให้เป็นไปในรูปแบบอื่นๆ