Stocks ที่เป็นร้านหรูในละแวกนั้น กลายเป็นที่พบปะรวมตัวของคนในวงการม้าแข่งจากนิวมาร์เก็ต
สเตฟลีย์ ดูแลกิจการของ Stocks ควบคู่ไปกับการเรียนเสริมความรู้ทางการเงิน แม้สุดท้าย ธุรกิจของ Stocks จะไปต่อไม่ได้ แต่เป็นการวางรากฐานให้เธอมีเครือข่ายคนรู้จักมากมาย
หนึ่งในนั้นคือโอกาสเข้าเฝ้ากษัตริย์อับดุลลาห์แห่งจอร์แดน ที่กรุงอัมมาน รวมถึงการคบหากับเจ้าชายแอนดรูว์ ดยุกแห่งยอร์ก นานถึงสองปี ก่อนตัดสินใจปฏิเสธคำขอแต่งงาน เพราะต้องการใช้ชีวิตอย่างอิสระมากกว่า
มุ่งสู่ดูไบ และดีลพลิกชะตา แมนฯ ซิตี้
หลังล้มเหลวกับ Q.ton ธุรกิจที่สองจนต้องยอมทำข้อตกลงอย่างเป็นทางการเพื่อชำระหนี้ตามเวลาที่กำหนด แทนการเป็นบุคคลล้มละลาย
สเตฟลีย์ ก็ย้ายไปทำธุรกิจในดูไบ เรียนรู้การเงินในภูมิภาคนั้น รวมถึงต่อยอดคอนเนกชั่นที่มี เพื่อเข้าถึงกลุ่มทุนที่นั่น
และกลับมายังอังกฤษอีกครั้ง เพื่อก่อตั้ง PCP Capital Partners ในปี 2008 เพื่อรับเป็นที่ปรึกษาและประสานงานให้กองทุนต่าง ๆ จากตะวันออกกลางที่สนใจมาลงทุนในสหราชอาณาจักร
แกร์รี คุก อดีตซีอีโอของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เล่าถึงเหตุการณ์ก่อนที่ ทักษิณ ชินวัตร จะขายสโมสรให้กลุ่มทุนอาบูดาบีนั้น
สโมสรกำลังประสบปัญหาการเงินอย่างหนัก และกำลังจะล้มละลาย และเป็น สเตฟลีย์ ที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ จนดีลมูลค่า 201 ล้านปอนด์ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยใช้กระดาษแค่แผ่นเดียวในการทำสัญญา เมื่อเดือนกันยายน 2008
คุก เล่าว่าตอนนั้น แมนฯ ซิตี้ ไม่ใช่ตัวเลือกเดียว เพราะกลุ่มทุนอาบูดาบี ก็เล็งสโมสรอื่น ๆ อย่าง ลีดส์ ไว้เช่นกัน และก็ต้องการเป็นพันธมิตรกับ อาร์เซนอล ด้วย
เหตุผลคือตอนนั้น ทางอาบูดาบีต้องการเข้าสู่ธุรกิจกีฬาอย่างเต็มตัว และมีทุกอย่างพร้อมแล้ว เหลือเพียงแค่การสร้างแบรนด์ที่จะเป็นตัวเชื่อมโยงเข้าด้วยกันเท่านั้น
ก่อนที่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จะได้รับเลือก และเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของทั้งสโมสร และฟุตบอลอังกฤษจนถึงทุกวันนี้
โลกที่ไม่ต้อนรับผู้หญิง
ในปี 2008 เป็นช่วงที่ทั่วโลก รวมถึงสหราชอาณาจักรประสบปัญหาวิกฤตการเงินอย่างหนัก จนธนาคารอันดับหนึ่งของประเทศอย่าง บาร์เคลย์ส ต้องประกาศระดมทุนฉุกเฉิน จำนวน 11,000 ล้านปอนด์
และก็เป็น สเตฟลีย์ ที่โน้มน้าวให้กลุ่มทุนจากอาบูดาบี ลงทุนกับบาร์เคลย์ส เป็นเงิน 3,250 ล้านปอนด์ หรือเกือบ 1 ใน 3 ของการระดมทุนครั้งนั้น โดยที่ PCP ในฐานะนายหน้า ได้ส่วนแบ่งจากดีลนี้ 30 ล้านปอนด์
แต่ PCP ย้อนกลับมายื่นฟ้อง บาร์เคลย์ส ในภายหลัง
โดยกล่าวหาว่าข้อเสนอที่ทางยูเออี ซึ่งเป็นลูกค้าของบริษัทได้รับจากทางธนาคารนั้น แย่กว่าที่กลุ่มทุนจากกาตาร์ได้รับ ซึ่งจบลงด้วยการแพ้คดีของ PCP และต้องเป็นรับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ถึง 19.5 ล้านปอนด์
แต่การฟ้องร้องครั้งนี้ ก็เผยให้เห็นแง่มุมที่คนส่วนใหญ่อาจไม่เคยรับรู้มาก่อน โดยเฉพาะการถอดเทปสนทนาทางโทรศัพท์ ระหว่างผู้บริหารระดับสูงของสถาบันการเงินในอังกฤษ ที่ส่อทัศนคติแบ่งแยกทางเพศแบบชัดเจน
ไม่ว่าจะเป็น สตีเฟน โจนส์ หัวหน้าผู้บริหาร UK Finance ในเวลานั้น ที่พูดถึงขนาดหน้าอกของ สเตฟลีย์ และถามว่าเธอเคยหลับนอนกับ ชีคห์ มานซูร์ หรือไม่
หรือ โรเจอร์ เจนกินส์ หนี่งในนายธนาคารที่มีรายได้สูงสุดในช่วงนั้น เรียกเธอว่า 'tart' (หญิงที่เปลี่ยนคู่นอนไม่ซ้ำ)
รวมถึงใช้คำว่า FILTH (ย่อมาจาก Failed In London Try Hong Kong) ซึ่งเป็นสแลงเชิงลบ ปกติใช้กับคนบริเตนที่ย้ายไปฮ่องกงหรือสิงคโปร์ เพื่อโอกาสทำงานในสาขาของธนาคารใหญ่ ๆ โดยอาศัยความเป็นคนต่างชาติ
ซึ่งในที่นี้ ก็หมายถึง สเตฟลีย์ ที่เดินทางไปสร้างคอนเนกชั่นทางธุรกิจในตะวันออกกลางนั่นเอง
รักที่ไม่สมหวัง
ไม่ใช่แค่ในโลกการเงินเท่านั้น แม้แต่ในโลกฟุตบอล เธอและ PCP ก็ไม่เป็นที่ยอมรับนัก แม้เธอจะเป็นผู้อยู่เบื้องหลังดีลสำคัญของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ก็ตาม
สเตฟลีย์ นั้นเป็นแฟนบอลของ ลิเวอร์พูล และเคยพยายามผลักดันให้ DIC กลุ่มทุนจากดูไบ ซื้อสโมสรจาก ทอม ฮิคส์ และ จอร์จ จิลเลตต์ ในปี 2008 รวมถึงพยายามขอแรงสนับสนุนจากสื่อท้องถิ่นอย่าง Liverpool Echo เพื่อสนับสนุนไอเดียนี้
เธอยังเคยเข้าพบ ฮิคส์ และรวมตัวกับกลุ่ม Spirit of Shankly ที่ภัตตาคารในย่านอัลเบิร์ต ด็อค เพื่อเรียกร้องให้เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้น แต่ก็ไม่เป็นผล
ในปี 2016 สเตฟลีย์ กลับมาอีกครั้ง พร้อม Everbright กลุ่มทุนจากจีน เพื่อทาบทามซื้อ ลิเวอร์พูล จาก จอห์น ดับเบิลยู เฮนรี ซึ่งรับช่วงต่อจาก ฮิคส์ และ จิลเลตต์ หกปีก่อนหน้านั้น
แต่ถูกปฏิเสธ ขณะที่แหล่งข่าวในลิเวอร์พูล มองว่าเธอไม่ให้เกียรติสโมสร และไม่จริงจังมากพอ ขณะที่ เฟนเวย์ สปอร์ตส์ กรุ๊ป ก็ประกาศว่าไม่คิดจะดีลกับกลุ่มทุนไหนก็ตาม ที่ใช้บริการของ สเตฟลีย์
คำถามที่ยังไม่มีคำตอบ
การเบนเข็มมาทาบทาม นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด โดย PCP นั้นเกิดขึ้นในปีถัดมา แต่ทุกอย่างก็แทบไม่คืบหน้า เมื่อ ไมค์ แอชลีย์ เจ้าของสโมสรไม่คิดปล่อยทีม หากไม่ได้ราคาตามที่ต้องการ
แม้เจ้าตัวจะถูกตราหน้าว่าเป็นเจ้าของสโมสรที่ถูกเกลียดชังที่สุดบนเกาะอังกฤษก็ตาม
นั่นคึอเหตุผลว่าทำไมแฟนบอล เดอะแม็กพายส์ จึงลิงโลดถึงขีดสุด
เมื่อ แอชลีย์ ยอมวางมือ เปิดทางให้ กองทุนเพื่อความมั่งคั่งแห่งซาอุดีอาระเบีย (PIF) เข้ามารับช่วงต่อ ร่วมกับ เดวิด และ ไซมอน รูเบน รวมถึง PCP ในอัตราส่วน 80:10:10 ทำให้ นิวคาสเซิล กลายเป็นสโมสรที่มีเจ้าของร่ำรวยที่สุดในโลกโดยปริยาย
ขณะเดียวกัน นี่ก็จะเป็นครั้งแรกที่ สเตฟลีย์ ก้าวข้ามจากธุรกิจการเงินมาอยู่ในวงการกีฬาอย่างเต็มตัว ในฐานะบอร์ดบริหารของสโมสร
เพื่อพิสูจน์ตัวเองให้เป็นที่ยอมรับ หลังถูกปฏิเสธในฐานะคนนอกมาโดยตลอด
แต่อีกด้านหนึ่ง อาจทำให้ชื่อของ สเตฟลีย์ ถูกต่อต้านเพิ่มขึ้นจากกลุ่มที่เห็นว่าเงินทุนจาก PIF นั้นมีมลทินก็ได้
เมื่อชื่อของมกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบียนั้น ถูกผูกโยงกับคดีสังหาร จามาล คาช็อกกี นักข่าววอชิงตัน โพสต์ เมื่อสามปีก่อน
เช่นเดียวกับศัพท์ "sportwashing" ที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นเพื่อใช้สำหรับกลุ่มทุนที่เลือกลงทุนด้านกีฬาเพื่อฟอกประวัติ หรือเบนความสนใจจากปัญหาบางอย่างในประเทศ
และจะเป็นคำถามที่หญิงเหล็กคนใหม่แห่ง เซนต์ เจมส์ พาร์ค ต้องเจอแน่ ไม่วันใดก็วันหนึ่ง
ชาตรี ตันสถาวีรัฐ
--------------------
SOURCE