ซันเดอร์แลนด์ vs บอร์นมัธ (เสาร์ 22.00 น.)
การมีหรือไม่มี “เซเมนโย” อาจชี้ชะตาเกม
ทุกอย่างอาจขึ้นอยู่กับว่า อองตวน เซเมนโย จะหายจากอาการข้อเท้าแพลงทันเวลาหรือไม่ สำหรับเกมที่ต้องกลับไปเยือนสนามเก่าอย่าง สเตเดียม ออฟ ไลท์
ย้อนกลับไปเมื่อเดือนมกราคม 2020 เซเมนโยย้ายจาก บริสตอล ซิตี้ มา ซันเดอร์แลนด์ ด้วยสัญญายืมตัว เขาลงเล่นเพียง 7 นัด ในช่วงที่ทีมกำลังตกต่ำในลีกวัน ก่อนที่โควิด-19 จะทำให้การแข่งขันหยุดชะงัก และเขาต้องกลับอังกฤษตอนเริ่มล็อกดาวน์
เกือบ 6 ปีผ่านไป เซเมนโยกลายเป็นปีกตัวจี๊ดที่กุนซือหลายทีมต้องการ ขณะที่ซันเดอร์แลนด์เองก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง
ทีมของ เรจีส เลอ บรีส์ มี 19 คะแนนเท่ากับบอร์นมัธ และยังไม่แพ้ใครในบ้านตลอด 6 นัดแรกของลีก หากเซเมนโยลงสนามได้ การดวลกับ เรนิลโด้ ในแนวรับ อาจเป็นหนึ่งในคู่ประชันที่น่าดูที่สุดของสัปดาห์นี้
-----
เอฟเวอร์ตัน vs นิวคาสเซิล (คืนวันเสาร์ 00.30 น.)
ความผิดพลาดของ “เกย์” อาจสร้างปัญหาให้ทอฟฟี่
การที่ เอฟเวอร์ตัน ไม่ลงโทษอย่างรุนแรงต่อ อิดริสซ่า กาน่า เกย์ หลังจากใบแดงในเกมกับแมนฯ ยูไนเต็ด ไม่อาจลบความจริงที่ว่า มิดฟิลด์วัย 36 ปี สร้างความเสียหายให้ทีมในช่วงที่โมเมนตัมกำลังมา
หากเกมที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ไม่จบลงด้วยการได้แต้ม เขาคงไม่รอดพ้นจากเสียงตำหนิจากทั้งเพื่อนร่วมทีมและ เดวิด มอยส์
ยิ่งไปกว่านั้น เกย์ อาจหายไปจากทีมยาวจนถึงปีใหม่ หากต้องไปรับใช้ทีมชาติเซเนกัล ในศึก แอฟริกา คัพ ออฟ เนชันส์ การขาดหายของเขาอาจเห็นผลทันที เพราะ นิวคาสเซิล แม้จะยังไม่ชนะเกมเยือนในลีกฤดูกาลนี้ แต่ก็มีมิดฟิลด์คุณภาพสูงและนักเตะที่พาบอลทะลุไลน์ได้ดี ซึ่งปกติแล้วเป็นพื้นที่ที่เกย์คอยปิดเกม
ในสถานการณ์นี้ ทิม อิโรกบูนัม วัย 22 ปี ดูมีโอกาสมากที่สุดที่จะได้โอกาสลงเล่นต่อเนื่อง โดยเขาทำผลงานได้น่าประทับใจเป็นช่วง ๆ และนี่คือโอกาสสำคัญที่เขาต้องคว้าไว้
-----
ทอตแนม ฮอตสเปอร์ vs ฟูแล่ม (คืนวันเสาร์ 03.00 น.)
สเปอร์สของ “แฟรงค์” ต้องมีแผน และต้องมีทิศทาง
เมื่อ อังเก้ ปอสเตโคกลู เข้ามาคุม สเปอร์ส ช่วงแรกผลการแข่งขันดูดี แต่ถ้ามองจากฟอร์มในสนามจริง ๆ เกมของพวกเขาน่าผิดหวัง และสุดท้ายก็กลับไปสู่ความเป็นจริง
ไม่ต่างจากยุคของ โธมัส แฟรงค์ ก่อนสัปดาห์ที่แล้ว สเปอร์สคือทีมที่เก็บแต้มเกมเยือนได้มากที่สุดในลีก แต่หลายคนมองว่ามันเป็นแค่เรื่องบังเอิญ และเกมดาร์บี้ล่าสุดก็เผยให้เห็นภาพทีมที่ไร้ทิศทาง ขาดความกล้า และขาดความชัดเจน
ผลงานในบ้านย่ำแย่ยิ่งกว่า เพราะมีแค่ วูล์ฟส์ ทีมบ๊วย ที่ทำผลงานในบ้านแย่กว่า แม้จะดีขึ้นเล็กน้อยในเกมกลางสัปดาห์ แต่หากสุดสัปดาห์นี้ยังเล่นได้น่าผิดหวัง แรงกดดันต่อแฟรงค์จะเพิ่มขึ้นแน่นอน โดยเฉพาะเมื่อ ฟูแล่ม มีสถิติเกมเยือนไม่ดีนัก
ตอนนี้ สเปอร์สดูหมดจินตนาการในเกมรุก ไม่กล้าเสี่ยง ไม่มีตัวจบสกอร์ ไม่มีคนสร้างสรรค์เกม และขาด “เวทมนตร์เล็ก ๆ” ที่เปลี่ยนเกมได้
ไม่มีใครคาดหวังให้กุนซือที่เพิ่งเข้ามาสร้างปาฏิหาริย์ในทันที แต่สิ่งที่ควรเห็นอย่างน้อยคือ “แผน” และ “วิสัยทัศน์” ที่จับต้องได้
-----
คริสตัล พาเลซ vs แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (อาทิตย์ 19.00 น.)
พาเลซไม่กลัว “ปีศาจแดง” เหมือนก่อนแล้ว
เคยมีช่วงเวลาที่การเจอ แมนฯ ยูไนเต็ด ที่เซลเฮิร์สต์ พาร์ค ทำให้แฟน พาเลซ ขวัญผวา เพราะระหว่างปี 1991–2021 ยูไนเต็ด ชนะไปถึง 9 นัด และเสมอ 4 จากการมาเยือน 13 ครั้ง
แต่ทุกอย่างเปลี่ยนไปสิ้นเชิง เพราะพาเลซไม่แพ้ยูไนเต็ดในบ้านเลยตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2020 และชนะไป 3 จาก 4 เกมหลังสุดในพรีเมียร์ลีก รวมถึงการบุกชนะที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด 2 ครั้ง และเกมถล่ม 4-0 ในเดือนพฤษภาคม 2024 ที่มี ไมเคิล โอลิเซ่ เป็นพระเอก
ยูไนเต็ดมีโอกาสเจอสถิติไม่น่าจดจำ หากไม่สามารถทำประตูใส่พาเลซได้เป็นเกมลีกที่ 5 ติดต่อกัน ซึ่งจะเป็นเพียงครั้งที่ 3 ในประวัติศาสตร์สโมสร
รูเบน อโมริม หวังว่าทีมของเขาจะได้เปรียบจากความล้าของพาเลซ หลังเพิ่งกรำศึก ยูโรปา คอนเฟอเรนซ์ ลีก กลางสัปดาห์
-----
แอสตัน วิลล่า vs วูล์ฟแฮมป์ตัน (อาทิตย์ 21.05 น.)
โปรแกรมโหดที่รอหมาป่าอยู่ข้างหน้า
งานของ วูล์ฟแฮมป์ตัน และ ร็อบ เอ็ดเวิร์ดส์ ยิ่งยากขึ้นทุกสัปดาห์ หลังจากโดนคริสตัล พาเลซ ไล่ต้อนเมื่อสัปดาห์ก่อน เกมนี้ต้องบุกเยือน แอสตัน วิลล่า ทีมฟอร์มแรงร่วมภูมิภาคมิดแลนด์
หลังจากนั้นคือโปรแกรมสุดโหดต่อเนื่อง ทั้ง น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์, แมนฯ ยูไนเต็ด, อาร์เซน่อล และ เบรนท์ฟอร์ด
วูล์ฟส์แพ้ให้กับทุกทีมน้องใหม่ที่เลื่อนชั้นขึ้นมาในฤดูกาลนี้ และแม้แต่แฟนบอลที่มองโลกในแง่ดีก็เริ่มตั้งคำถามว่า “แต้มจะมาจากไหน?”
แม้เสียงโห่จะเบาลงในเกมล่าสุดที่โมลินิวซ์ แต่ความอดทนต่อเอ็ดเวิร์ดส์ อดีตนักเตะและโค้ชที่เป็นที่รัก อาจจะหมดลงในไม่ช้า
-----
น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ vs ไบรท์ตัน (อาทิตย์ 21.05 น.)
ไบรท์ตันต้องปลุก “บาเลบา” ให้กลับมามีชีวิตชีวา
ดูเหมือนทีมของ ฌอน ไดช์ จะเริ่มมีโมเมนตัม หลังชนะมา 3 นัดติดแบบขาดลอย แต่เมื่อดูตารางฟอร์มละเอียด จะพบว่าพวกเขาชนะทีมที่ฟอร์มย่ำแย่อย่าง ลีดส์ และ ลิเวอร์พูล ซึ่งรั้งอันดับรองบ๊วยและอันดับสามจากท้ายของตารางฟอร์ม
ไบรท์ตันเป็นบททดสอบที่ต่างออกไป เพราะสไตล์ครองบอลของพวกเขาไม่เปิดช่องว่างให้โจมตีง่าย ๆ ทำให้การดวลแดนกลางน่าจะเป็นจุดชี้ขาด
เอลเลียต แอนเดอร์สัน และ มอร์แกน กิ๊บส์-ไวท์ กำลังอยู่ในฟอร์มยอดเยี่ยม เช่นเดียวกับ ยาซิน อยารี แต่ในทางกลับกัน คาร์ลอส บาเลบา กำลังอยู่ในช่วงย่ำแย่ ถูกเปลี่ยนตัวตั้งแต่ครึ่งแรกในเกมล่าสุด และมีสถิติลงเล่นเฉลี่ยเพียง 61 นาทีต่อเกม
เขามีคุณภาพมากพอ แต่หากยังไม่ยกระดับฟอร์มขึ้นมา ก็ยากจะสร้างอิทธิพลในเกมวันอาทิตย์นี้
-----
เวสต์แฮม ยูไนเต็ด vs ลิเวอร์พูล (อาทิตย์ 21.05 น.)
นูโน่ ต้องหาวิธีใช้ตัวสำรองให้ดีกว่านี้
การเปลี่ยนตัวเชิงรับของ นูโน่ เอสปิริโต ซานโต้ ในเกมที่ เวสต์แฮม เสมอ บอร์นมัธ สร้างความไม่พอใจอย่างมาก
เวสต์แฮมเสียการเชื่อมเกมและทางออกในเกมรุก หลังถอด หลุยส์ กีเยร์เม่ ออกตั้งแต่ครึ่งเวลา ต่อด้วยการเปลี่ยน คัลลั่ม วิลสัน ออก แล้วส่ง โทมัส ซูเช็ค ลงมาในช่วงต้นครึ่งหลัง
เพื่อความเป็นธรรม นูโน่ไม่ได้มีขุมกำลังเชิงลึกมากนัก การขาดหายของ ลูคัส ปาเกต้า และ ครีเซนซิโอ ซัมเมอร์วิลล์ ทำให้ตัวเลือกในเกมรุกหายไป และที่ผ่านมาการสลับ ซูเช็ค กับ วิลสัน ก็เคยได้ผลในเกมชนะ เบิร์นลีย์ และ นิวคาสเซิล
แต่แท็กติกนี้เริ่มมี “อายุการใช้งาน” จำกัด คู่แข่งกำลังจับทางได้ นูโน่จำเป็นต้องหาวิธีใหม่ในการใช้ม้านั่งสำรอง โดยเฉพาะเมื่อพวกเขาต้องรับมือกับ ลิเวอร์พูล ที่กำลังหลังพิงฝา
-----