ความหลากหลายของทีมและกลุ่มผู้ชม
ฟีฟ่าต้องการให้ฟุตบอลสโมสรโลกช่วยส่งเสริมการเติบโตของกีฬาฟุตบอลทั่วโลกและเน้นสโมสรนอกลีกยอดนิยมของยุโรป
ทีมจากบราซิลทำผลงานได้ดีเป็นพิเศษ โดยทั้งสี่ทีมสามารถผ่านเข้าสู่รอบน็อกเอาต์ได้ โดย โบตาโฟโก้ สร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการเอาชนะเปแอสเชในรอบแบ่งกลุ่ม ขณะที่ ฟลูมิเนนเซ่ เข้าถึงรอบรองชนะเลิศ ด้าน อัล ฮิลาล จากซาอุดีอาระเบียก็ทำผลงานได้ดี โดยสามารถโค่นแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในรอบก่อนรองชนะเลิศ
อินเตอร์ ไมอามี่ ของ ลิโอเนล เมสซี่ ได้รับเชิญเข้าร่วมการแข่งขัน แม้จะยังไม่เคยคว้าแชมป์ MLS เลยก็ตาม และพวกเขาสามารถผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายได้ โดยเป็นชัยชนะครั้งแรกของทีมจากเมเจอร์ลีกที่มีต่อทีมจากยุโรป ด้วยการเอาชนะ ปอร์โต้ ในรอบแบ่งกลุ่ม อย่างไรก็ตาม ทีมอื่นๆ ของสหรัฐฯ อย่าง ซีแอตเทิล ซาวน์เดอร์ส และ ลอสแอนเจลิส เอฟซี ทำผลงานได้ไม่น่าประทับใจ โดยตกรอบแบ่งกลุ่มแบบไม่ชนะใครเลย
ผู้ชมทางโทรทัศน์ในสหรัฐฯ
บริการสตรีมมิ่ง DAZN เป็นผู้ซื้อสิทธิ์การถ่ายทอดสดทั่วโลก และได้ให้สิทธิ์ช่วงต่อ 24 จาก 63 นัดแก่ TNT Sports ซึ่งมีผู้ชมเฉลี่ย 418,000 คน สำหรับ 23 นัดแรกที่ออกอากาศทาง TNT, TBS และ truTV ขณะที่ 17 นัดที่ให้สิทธิ์ช่วงต่อแก่ TelevisaUnivision ซึ่งเป็นผู้บรรยายภาษาสเปน มีผู้ชมเฉลี่ย 551,000 คน
เมื่อเทียบกับรายการกีฬาอื่นๆ แล้ว ตัวเลขเหล่านี้ยังถือว่าค่อนข้างน้อย โดยพรีเมียร์ลีกในฤดูกาล 2024-25 มีผู้ชมเฉลี่ย 510,000 คนต่อช่วงการแข่งขัน ส่วนเมเจอร์ลีกเบสบอลมีผู้ชมเฉลี่ย 1.841 ล้านคนในปีนี้ทาง Fox และ 1.74 ล้านคนทาง ESPN ขณะที่ NFL มีผู้ชมเฉลี่ย 17.5 ล้านคนในฤดูกาลปกติปี 2024
นั่นแสดงให้เห็นว่า แม้จะมีความพยายามปลุกกระแส "ซอคเกอร์" ในสหรัฐฯมาหลายสิบปี แต่ความนิยมยังไม่ไปถึงระดับที่คาดหวัง
-----
โดยสรุปแล้ว แม้ฟุตบอลสโมสรโลกฉบับขยายจะจบลงด้วยแชมป์หน้าใหม่ แต่ปัญหาด้านการจัดงาน การตลาด และสุขภาพนักกีฬาที่เกิดขึ้น ก็เป็นบทเรียนสำคัญที่ ฟีฟ่า ต้องนำไปพิจารณาสำหรับการจัดมหกรรมฟุตบอลในอนาคต โดยเฉพาะศึกฟุตบอลโลก 2026 ที่กำลังจะเกิดขึ้นในปีหน้า