อิทธิพลต่อทีมที่เพิ่มขึ้น
3 ประตูของ ฟิล โฟเด้น เมื่อคืนวันพุธ ทำให้เขามีสถิติ “มีส่วนร่วมกับประตู” (ยิงหรือแอสซิสต์) ในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ไปแล้ว 21 ลูก (14 ประตู 7 แอสซิสต์) ขณะที่ยังเหลือแมตช์ให้ขยับสถิติเพิ่มอีกถึง 8 เกม และมันก็ทำให้โฟเด้นขึ้นมารั้งอันดับ 2 ร่วม ในเรื่องสถิติผู้เล่น U23 ที่ทำประตูและแอสซิสต์ได้มากที่สุด (นับเฉพาะ 5 ลีกชั้นนำของยุโรป) โดยมีสถิติเท่ากับ บูคาโย่ ซาก้า ของอาร์เซน่อล (13 ประตู 8 แอสซิสต์) และเป็นรองแค่เพื่อนร่วมทีมอย่าง เออร์ลิ่ง ฮาลันด์ (18 ประตู 5 แอสซิสต์) แค่คนเดียวเท่านั้น
และการมีส่วนร่วมกับประตูได้ถึง 21 ลูกดังกล่าวนั้น คิดเป็น 31% ของประตูทั้งหมดที่ แมนฯซิตี้ ทำได้ในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ทีเดียว ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของโฟเด้น หลังจากซีซั่นที่ผ่านมาเจ้าตัวมีส่วนร่วมกับประตูของแมนฯซิตี้แค่ 17% เท่านั้น
นั่นหมายความว่า ฟิล โฟเด้น มีอิทธิพลต่อเกมการเล่นของ เรือใบสีฟ้า มากขึ้นเกือบเท่าตัว
ทายาทของ เดอ บรอยน์
แม้จะมีสไตล์การเล่นที่แตกต่างกัน แต่ ฟิล โฟเด้น ได้รับการยกย่องมาอย่างยาวนานว่าจะก้าวขึ้นเป็นจักรพรรดิคนใหม่ในถิ่น เอติฮัด สเตเดี้ยม ต่อจาก เควิน เดอ บรอยน์ ที่กำลังเริ่มค่อยๆโรยรา และทุกอย่างก็เริ่มชัดเจนขึ้นเมื่อ เดอ บรอยน์ บาดเจ็บหนักจนพลาดการลงสนามไปถึง 20 เกมแรกนับตั้งแต่เริ่มฤดูกาล ซึ่งก็เป็น โฟเด้น นี่เอง ที่ก้าวขึ้นมาเป็นคีย์แมนของทีมแทนที่ ดังจะเห็นได้จากจำนวนนาทีที่ลงสนามของนักเตะดาวรุ่งรายนี้ที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก
โฟเด้นไม่เพียงแต่เป็นผู้เล่นเอาต์ฟิลด์ที่ลงเล่นมากที่สุดของแมนฯ ซิตี้ในลีกฤดูกาลนี้เท่านั้น แต่จากสถิติแสดงให้เห็นว่า เปอร์เซ็นต์ของจำนวนนาทีที่ลงเล่นให้แมนฯ ซิตี้ในฤดูกาลนี้เพิ่มขึ้นเกือบสองเท่า จาก 54% ในฤดูกาลที่แล้วเป็น 91% ฤดูกาลนี้
ยิ่งไปกว่านั้น นาทีเฉลี่ยต่อเกมที่ได้ลงเล่นก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน จากค่าเฉลี่ย 58 นาทีต่อเกมในปีก่อน มาเป็น 91 นาทีต่อเกมในซีซั่นนี้ ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ฟิล โฟเด้น ได้พัฒนาตัวเองจาก Squad Player เบอร์ต้นๆ ไปเป็นหนึ่งใน 11 ตัวจริงที่ทีมจะขาดไม่ได้เป็นที่เรียบร้อย
จำนวนเกมหรือจำนวนนาทีที่ลงเล่นก็เรื่องหนึ่ง แต่การก้าวเข้ามารับบทบาทสำคัญในทีม เพื่อลดช่องว่างที่ขาดหายไปของ เควิน เดอ บรอยน์ ที่ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในเพลย์เมคเกอร์ที่เก่งที่สุดในพรีเมียร์ลีก ไม่ใช่เรื่องที่ใครจะทำได้ง่ายๆ และตลอดซีซั่นจนถึง ณ วันนี้ ฟิล โฟเด้น ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า “เขาทำได้”
และหากแมนฯ ซิตี้คว้าแชมป์ลีกปีนี้ได้สำเร็จ คนที่สโมสรจะต้องขอบคุณมากที่สุดก็คือดาวเตะรายนี้นี่เอง ที่ยอมอดทนพัฒนาฝีเท้าอยู่ในทีมมานานหลายปีโดยไม่ยอมย้ายไปไหน ก่อนจะมาเปล่งประกายเจิดจรัสอยู่ในเวลานี้