การดูบอลโลกของคนไทยกำลังจะเปลี่ยนไป หลัง กสทช. มีมติเอกฉันท์ ตัด "ฟุตบอลโลก" ออกจากกฎ Must Have ปัญหาของกฎนี้อยู่ที่ตรงไหน ที่ผ่านมาคนไทยได้ดูบอลโลกกันอย่างไร Nation STORY ขอย้อนความอีกครั้ง
ในฟุตบอลโลก 2010 การถ่ายทอดสดเป็นไปอย่างไม่มีปัญหา อาร์เอส ถ่ายทอดสดผ่านฟรีทีวีและหารายได้จากโมเดลธุรกิจแบบเดียวกับฟุตบอลโลก 2 ครั้งที่ผ่านมา แต่ปัญหาเริ่มเกิดขึ้นเมื่อมีการตั้งกฎ Must Have & Must Carry ที่กลายเป็นการทำให้ไม่มีใครกล้าลงทุน จนคนไทยเกือบพลาดดูบอลโลกไปหลายต่อหลายครั้ง กฎ Must Have & Must Carry คืออะไร
ในปี พ.ศ. 2555-2556 (ค.ศ. 2012-2013) คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้ออกหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการออกอากาศโทรทัศน์ภาคพื้นดิน 2 ฉบับ คือ หลักเกณฑ์รายการโทรทัศน์สําคัญที่ให้เผยแพร่ได้เฉพาะทางฟรีทีวี (Must Have) และ หลักเกณฑ์การเผยแพร่กิจการโทรทัศน์ที่ให้บริการเป็นการทั่วไป (Must Carry)
Must Have "ต้องได้ดูฟรี"
สำหรับกฎ Must Have มีจุดประสงค์เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการโทรทัศน์ที่มีคุณภาพอย่างเป็นธรรม และเพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิของคนด้อยโอกาสให้เข้าถึงหรือรับรู้และใช้ประโยชน์จากรายการของกิจการโทรทัศน์ได้อย่างเสมอภาคกับบุคคลทั่วไป
Must Carry "ต้องดูได้ทุกแพลตฟอร์ม"
นอกจากกฎ Must Have แล้ว กสทช.ยังได้ออกหลักเกณฑ์การเผยแพร่กิจการโทรทัศน์ที่ให้บริการเป็นการทั่วไป หรือที่เรียกว่า “Must Carry”
ปัญหาของกฎ Must Have & Must Carry
การออกกฎ Must Have & Must Carry แม้จะเป็นเจตนาที่ดี ที่ต้องการให้ประชาชนคนไทยเข้าถึงข้อมูลข่าวสารอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง แต่กฎดังกล่าวกลับทำให้เกิดปัญหาตามมามากมาย โดยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ได้เผยแพร่บทความเรื่อง ถอดบทเรียนลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2022 ระบุปัญหาของกฎดังกล่าวไว้ว่า Must Have และ Must Carry ทำให้ภาคเอกชน หรือ เพย์ทีวี ขาดแรงจูงใจในการซื้อลิขสิทธิ์ เนื่องจาก
หลังจากนี้เชื่อว่าการถอดฟุตบอลโลกออกจากกฎ Must Have น่าจะทำให้ภาคเอกชนมีแรงจูงใจในการมองหาช่องทางดำเนินธุรกิจมากขึ้น ซึ่งต้องติดตามกันต่อไปว่า ฟุตบอลโลก 2026 ที่เยอรมนี จะมีเอกชนเจ้าใดคว้าลิขสิทธิ์ไปครอง และจะถ่ายทอดสดให้แฟนบอลชาวไทยได้รับชมกันในรูปแบบใด