ยกตัวอย่างเช่นการซื้อตัว โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ จากฮอฟเฟ่นไฮม์ ที่ ร็อดเจอร์ส ไม่ได้อยากได้ตัว เพราะอยากได้ คริสติยอง เบนเตเด้ มากกว่า แต่ เอ็ดเวิร์ดส์ เกลี้ยกล่อมทุกฝ่ายจนคว้าตัวมาร่วมทีม อย่างไรก็ตาม ร็อดเจอร์สก็ไม่ได้ใช้งานอย่างจริงจัง จับโยกไปเล่นในตำแหน่งที่ไม่ถนัดบ้าง จับเป็นตัวสำรองบ้าง กระทั่ง เจอร์เก้น คล็อปป์ ย้ายมาคุมทีม ฟีร์มิโน่ ถึงกลับมาแจ้งเกิดได้อีกครั้ง
หรือจะเป็นกรณีของ เดเล่ อัลลี่ ที่ลิเวอร์พูลพลาดได้ตัวเพราะข้อมูลของเอ็ดเวิร์ดส์ชี้ว่านักเตะรายนี้ไม่เหมาะกับทีม จนถูกหลายคนบนโต๊ะเจรจาวิพากษ์วิจารณ์อย่างเผ็ดร้อน ว่าหงส์แดงกำลังเอา "เด็กไอทีมาทำงานฟุตบอล"
การทำงานช่วงแรกกลายเป็นช่วงเวลาที่น่าอึดอัดใจสำหรับทุกฝ่าย จนกระทั่งทีมทำผลงานแย่ลง สุดท้ายก็ต้องเป็น เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ที่ต้องอำลาทีมไป
ใช้ "ข้อมูล" ในการทำงานกับ "เจอร์เก้น คล็อปป์"
ในช่วงของการหาตัวกุนซือใหม่ ทีมงานของลิเวอร์พูลค่อยๆเคาะรายชื่อจนเหลือ 3 คนสุดท้าย ประกอบด้วย เอ็ดดี้ ฮาว, คาร์โล อันเชลอตติ และ เจอร์เก้น คล็อปป์
"อันเช่" คือกุนซือที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในบรรดาทั้งสามคน แต่ เอ็ดเวิร์ดส์ และทีมงานวิเคราะห์ข้อมูลพบว่าสถิติการซื้อตัวนักเตะของเขานั้นส่วนใหญ่เป็นผู้เล่นที่ก้าวสู่จุดสูงสุดของอาชีพแล้ว ซึ่งไม่ตรงกับกลยุทธ์การซื้อตัวของลิเวอร์พูลที่กำลังต้องการผู้เล่นอายุน้อยที่มีแววก้าวขึ้นไปเป็นผู้เล่นเกรดเอ
เอ็ดดี้ ฮาว ซึ่งเวลานั้นเป็นผู้จัดการทีม บอร์นมัธ แม้จะยังไม่ค่อยมีชื่อเสียง แต่ก็ได้รับการยอมรับในด้านการพัฒนานักเตะอายุน้อยและการเล่นฟุตบอลที่น่าดึงดูดใจ อย่างไรก็ตามเจ้าตัวไม่มีประสบการณ์ในถ้วยยุโรป และไม่เคยมีประสบการณ์ในการรับมือกับนักเตะระดับซูเปอร์สตาร์มาก่อน
แต่เจอร์เก้น คล็อปป์ สอบผ่านทุกด้านที่กล่าวมาทั้งหมด เขาจึงกลายเป็นผู้จัดการทีมของ ลิเวอร์พูล จนถึงปัจจุบัน
และการทำงานของทั้งคู่เป็นไปได้ด้วยดี ข้อมูลของเอ็ดเวิร์ดส์ที่คอยป้อนให้ ถูกยอมรับจากคล็อปป์ อย่างรวดเร็ว และทั้งคู่ก็ช่วยกันสร้างลิเวอร์พูลให้กลับสู่ความยิ่งใหญ่ได้อีกครั้ง
“มันเป็นความสัมพันธ์ที่ดีมาก” คล็อปป์กล่าว “เขาเป็นคนมีความคิดมาก เราไม่จำเป็นต้องมีความคิดเห็นแบบเดียวกันเสมอไปตั้งแต่วินาทีแรกของการสนทนา แต่เราจบการสนทนาเกือบทั้งหมดด้วยความคิดเห็นแบบเดียวกัน หรือความคิดเห็นที่คล้ายกัน”
ตัวอย่างเช่น คล็อปป์ อยากได้ตัว ยูเลี่ยน บรันท์ แนวรุกดาวรุ่งพุ่งแรงของ เลเวอร์คูเซ่น แต่เอ็ดเวิร์ดส์ให้ข้อมูลที่ชี้ว่า โมฮาเหม็ด ซาลาห์ คือนักเตะที่เหมาะสมกับทีมมากกว่า ซึ่งคล็อปป์รับฟังและตัดสินใจเชื่อใจเพื่อนร่วมงานของเขา สุดท้าย ซาลาห์ก็พิสูจน์ตัวเองแล้วว่าการตัดสินใจครั้งนั้นถูกต้องแค่ไหน
ขึ้นชั้น "มือดีล" ระดับโลก
นอกจากเคสของ ซาลาห์ แล้ว ความสำเร็จของเอ็ดเวิร์ดส์ไม่สามารถวัดได้จากผู้เล่นที่ลิเวอร์พูลเซ็นสัญญาเพียงอย่างเดียว แต่ก็อยู่ที่การเจรจาขายผู้เล่นให้มีราคาดีที่สุด เพื่อนำมาแปรเปลี่ยนเป็นการคว้าขุมกำลังชุดใหม่ที่ดีกว่าเดิมได้
เช่นการขาย ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ ให้ บาร์เซโลน่า ด้วยค่าตัวมหาศาลถึง 142 ล้านปอนด์ โดย เอ็ดเวิร์ดส์ ระบุในสัญญาปลีกย่อยอีกหลายด้าน หนึ่งในนั้้นคือการห้าม บาร์ซ่า ในการซื้อนักเตะหงส์แดง 2 ปี หากผิดสัญญา นักเตะรายใหม่ที่บาร์ซ่าต้องการจะต้องมีค่าตัวเพิ่มขึ้นอีก 80-100 ล้านปอนด์ เป็นต้น แถมค่าตัวอันมหาศาลของ คูตินโญ่ ก็ได้แปรเปลี่ยนมาเป็นการได้ตัว เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ และ อลีสซง เบ็คเกอร์ ในเวลาต่อมา
เอ็ดเวิร์ดส์ ยังจัดการขายนักเตะที่ไม่อยู่ในแผนการทำทีมด้วยราคาสูงเหลือเชื่อ ไม่ว่าจะเป็นดาวรุ่งอย่าง จอร์ดอน ไอบ์ และแบรด สมิธ ที่ย้ายไปบอร์นมัธด้วยค่าตัวรวมกัน 21 ล้านปอนด์, เควิน สจ๊วร์ต ย้ายไปฮัลล์ด้วยค่าตัว 8 ล้านปอนด์, ขายนายทวารมือสองอย่าง แดนนี่ วอร์ด ให้เลสเตอร์ ได้ถึง 12.5 ล้านปอนด์, ขาย มามาดู ซาโก้ ที่มีปัญหาความประพฤติ ไปให้ คริสตัล พาเลซ ด้วยค่าตัวถึง 26 ล้านปอนด์ เป็นต้น
และผลงานของ เอ็ดเวิร์ดส์ ก็ทำให้ ลิเวอร์พูล ของคล็อปป์ คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี ด้วยการใช้งบประมาณที่น้อยกว่าทีมยักษ์ใหญ่รายอื่นหลายเท่าตัว
โดยตลอด 5 ปีก่อนการคว้าแชมป์ลีก ลิเวอร์พูลมีค่าใช้จ่ายสุทธิในการเสริมทัพเพียง 92.4 ล้านปอนด์ น้อยกว่าวัตฟอร์ด ไม่ถึงครึ่งหนึ่งของไบรท์ตันหรือแอสตัน วิลล่า มีเพียงคริสตัล พาเลซ, เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด, เซาธ์แฮมป์ตัน และนอริช ซิตี้ ที่มีการใช้จ่ายสุทธิน้อยกว่าในช่วงเวลานั้น เทียบกับ แมนเชสเตอร์ซิตี้ ที่ใช้เงินสุทธิไปถึง 505.6 ล้านปอนด์ มากกว่าลิเวอร์พูลถึงกว่า 5 เท่า
ทั้งหมดนี้จึงเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมลิเวอร์พูลถึงพยายามที่จะชักชวนให้ ไมเคิ่ล เอ็ดเวิร์ดส์ กลับมาที่สโมสร
อนาคตของ "ลิเวอร์พูล 2.0"
อย่างที่ทราบกันว่า เจอร์เก้น คล็อปป์ กำลังจะก้าวลงจากตำแหน่งผู้จัดการทีมลิเวอร์พูลหลังจากจบซีซั่นนี้ ทำให้ทุกฝ่ายต่างเป็นกังวลว่า แล้วอนาคตของทีมชุดนี้ ที่คล็อปป์เรียกว่า "ลิเวอร์พูล 2.0" จะเป็นอย่างไรต่อไป
เพราะมีตัวอย่างให้เห็นมากมายว่า หลังการจากไปของกุนซือระดับตำนาน ทีมของเขาเหล่านั้นต่างต้องพบกับความตกต่ำทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น แมนฯยูไนเต็ด หลังเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน หรือ อาร์เซน่อลหลังยุคของ อาร์แซน เวนเกอร์
เช่นเดียวกับกรณีนักเตะซูเปอร์สตาร์ของทีมใดทีมหนึ่งที่หากย้ายออกไป ทีมนั้นก็จะมีผลงานที่แย่ลงหากโครงสร้างทีมไม่แข็งแกร่งพอ เนื่องจากนักเตะใหม่ที่เข้ามาแทนนั้นไม่สามารถรีดศักยภาพได้เทียบเท่า
FSG ในฐานะเจ้าของทีมลิเวอร์พูลก็เห็นเช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงต้องการให้ ไมเคิ่ล เอ็ดเวิร์ดส์ เข้ามาดูแลโครงสร้างและกลยุทธ์ของทีมทั้งหมดให้แข็งแกร่ง เพื่อให้เกิดผลกระทบที่น้อยที่สุดในยามที่ คล็อปป์ จากไป โดยงานแรกของ เอ็ดเวิร์ดส์ คือการเฟ้นหาตัว "ผู้อำนวยการฟุตบอล" คนใหม่ของลิเวอร์พูล ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็น ริชาร์ด ฮิวจ์ส จากบอร์นมัธ จากนั้นในขั้นต่อไปคือ การหาตัวผู้จัดการทีมคนใหม่ ที่คาดว่าจะเริ่มต้นอย่างจริงจังทันทีที่มีการยืนยันตำแหน่งผู้อำนวยการของสโมสรคนใหม่เรียบร้อย
ดังนั้นการดึงตัว เอ็ดเวิร์ดส์ กลับมา ก็คือความต้องการที่จะทำโครงสร้างฟุตบอลให้แข็งแกร่ง เพื่อที่อนาคต สโมสรจะยังยืนหยัดอยู่ต่อไปได้แม้นักเตะหรือกุนซือจะเปลี่ยนหน้าไปก็ตามทีนั่นเอง