svasdssvasds
เนชั่นทีวี

กีฬา

"สัญญาผ้าเช็ดปาก" สัญญาพลิกประวัติศาสตร์ "เมสซี่-บาร์เซโลน่า"

06 มีนาคม 2567
เกาะติดข่าวสาร >> NationTV
logoline

สัญญาฉบับแรกของ ลิโอเนล เมสซี่ กับ บาร์เซโลน่า ที่ถูกเขียนขึ้นบน "ผ้าเช็ดปาก" กำลังจะถูกนำมาเปิดประมูลโดยมีมูลค่าเริ่มต้นที่ 13.5 ล้านบาท แต่ทำไมต้องเซ็นสัญญาบนผ้าเช็ดปาก? Nation STORY ขอไขคำตอบเรื่องนี้

ในวงการฟุตบอล ไม่มีใครไม่รู้จักชื่อของ "ลิโอเนล เมสซี่" ดาวเตะระดับตำนานชาวอาร์เจนติน่าเจ้าของรางวัลบัลลงดอร์ 8 สมัย ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากมายกับ บาร์เซโลน่า ทีมยักษ์ใหญ่แห่ง ลา ลีกา สเปน ก่อนย้ายมาเล่นให้ อินเตอร์ ไมอามี่ ในศึก เมเจอร์ลีก ซ็อคเกอร์ สหรัฐฯ ในปัจจุบัน

แต่หลายคนคงไม่ทราบว่า สัญญาฉบับแรกระหว่าง เมสซี่ กับ บาร์เซโลน่า นั้น เกิดขึ้นบน "ผ้าเช็ดปาก" ที่ล่าสุด "บอนแฮมส์" สำนักประมูลยักษ์ใหญ่ของโลก เตรียมนำออกประมูลระหว่างวันที่ 18-27 มี.ค.นี้ โดยจะเริ่มต้นการประมูลที่ราคา 300,000 ปอนด์ (ราว 13.5 ล้านบาท) แต่ก็คาดกันว่าหลังสิ้นสุดการประมูล มูลค่าน่าจะสูงขึ้นกว่านี้ไปอีกหลายเท่าตัว

       "ผ้าเช็ดปากนี้เป็นหนึ่งในสิ่งที่สำคัญมากในชีวิตนักฟุตบอลของเมสซี่เลยก็ว่าได้ เพราะมันเปลี่ยนชีวิตของเขาไปทั้งหมด เป็นอนาคตของบาร์ซ่า และสร้างช่วงเวลาอันยิ่งใหญ่ให้กับแฟนบอลหลายพันล้านคนทั่วโลก" เอียน เอห์ลิ่ง หัวหน้าฝ่ายหนังสือและเอกสารของ บอนแฮมส์ กล่าว

แต่ทำไมทั้ง เมสซี่ และ บาร์เซโลน่า ถึงตกลงเซ็นสัญญากันบนผ้าเช็ดปากแทนที่จะเป็นกระดาษเหมือนการเซ็นสัญญาปกติ?

ลิโอเนล เมสซี่ (แถวหน้า ที่ 3 จากซ้าย) ในวัย 8 ขวบ กับเพื่อนๆในทีม นีเวลส์ โอลด์ บอยส์ (ภาพ elancasti.com.ar)

ลิโอเนล เมสซี่ กับอุปสรรคใหญ่ในวัย 10 ขวบ
ลิโอเนล เมสซี่ เริ่มต้นการเล่นฟุตบอลโดยเป็นเด็กฝึกหัดในทีมเยาวชนของ นีเวลส์ โอลด์ บอยส์ ตั้งแต่อายุ 6 ขวบ และฉายแววยอดนักเตะมาตั้งแต่ตอนนั้น โดยพาทีมเยาวชนของ นีเวลส์ โอลด์ บอยส์ กวาดแชมป์เป็นว่าเล่น และแทบจะไม่แพ้ใครตลอดหลายปี จนทีมชุดนั้นถูกขนานนามว่า "เดอะ แมชชีน ออฟ '87" (ตั้งชื่อตามปีเกิดของเด็กกลุ่มนี้)

อย่างไรก็ตาม ความใฝ่ฝันในการเป็นนักฟุตบอลอาชีพของ เมสซี่ ก็ต้องเจอกับอุปสรรคใหญ่ในวัย 10 ขวบ เมื่อเขาได้รับการวินิจฉัยว่าขาดฮอร์โมนด้านการเจริญเติบโตจนทำให้มีส่วนสูงที่น้อยกว่าเด็กทั่วไปอย่างมาก และจำเป็นต้องฉีดฮอร์โมนกระตุ้นอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำทุกวัน ถ้าปล่อยไว้ตามปกติ เมสซี่จะเพิ่มส่วนสูงได้ถึงแค่ไม่เกิน 150 ซม. เท่านั้น ซึ่งด้วยความสูงเท่านี้ไม่มีทางเป็นนักเตะอาชีพได้แน่นอน

ปัญหาก็คือการรักษาด้วยการกระตุ้นฮอร์โมนดังกล่าวมีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก คืออย่างน้อย 1,000 ดอลลาร์ต่อเดือน และไม่ครอบคลุมกับประกันสุขภาพ ซึ่งค่าใช้จ่ายดังกล่าวก็เกินกำลังสำหรับพ่อของเขาไปมาก

ในตอนแรก ต้นสังกัด นีเวลส์ โอลด์ บอยส์ ตกลงที่จะช่วยรับผิดชอบค่าใช้จ่ายด้านนี้ แต่สุดท้ายก็ผิดสัญญา ด้าน ริเวอร์เพลท ทีมยักษ์ใหญ่ของอาร์เจนติน่าอีกทีมก็ยื่นข้อเสนอว่าจะช่วยค่ารักษา แต่สุดท้ายการเซ็นสัญญาก็ไม่เกิดขึ้นเนื่องจากสโมสรมองว่าปัญหาสุขภาพของ เมสซี่ เป็นความเสี่ยงที่สูงเกินไป

ไม่มีสโมสรใดในอาร์เจนติน่าที่ยอมเสี่ยงจ่ายเงินปีละเป็นล้าน โดยที่ไม่รู้ว่าเด็กคนนั้นจะก้าวขึ้นไปเป็นนักฟุตบอลฝีเท้าดีได้หรือไม่

เมื่อหาหนทางที่อาร์เจนติน่าไม่ได้ ก็ถึงเวลาที่จะต้องไปหาทางจากที่อื่น

ลิโอเนล เมสซี่-ฮอร์เก้ เมสซี่ ก้าวแรกบนแผ่นดินสเปน
เดือน ก.ย. ปี 2000 ลิโอเนล เมสซี่ ในวัย 13 ปี ได้เดินทางมา บาร์เซโลน่า พร้อมกับ ฮอร์เก้ พ่อของเขา และ ฟาเบียน โซลดินี่ (เอเย่นต์) เพื่อเข้ารับการทดสอบฝีเท้ากับทีม "เจ้าบุญทุ่ม" โดยมี ฮอร์ราซิโอ้ กาจโจลี่ และ โจเซป มาเรีย มินเกย่า ผู้อยู่เบื้องหลังการดึงดาวเตะอย่าง ดีเอโก้ มาราโดน่า, ฮริสโต้ สตอยช์คอฟ และ โรมาริโอ้ มาเล่นให้บาร์ซ่า เป็นผู้ดำเนินการ

เมสซี่ ทำผลงานในการฝึกซ้อมได้เป็นอย่างดี แต่จะซ้อมได้ดีแค่ไหน หากลงเล่นในเกมจริงๆแล้วทำได้ไม่ดีก็คงไม่มีประโยชน์ ดังนั้น บาร์เซโลน่า จึงให้โอกาส เมสซี่ ลงเล่นในแมตช์แข่งขันจริง ต่อหน้า คาร์ลอส เรซัช เลขาธิการฝ่ายเทคนิคของสโมสร 

"แค่ 2 นาทีแรกที่ได้ดูฟอร์ม เมสซี่ ผมก็มั่นใจเลยว่าต้องเซ็นสัญญากับเจ้าหนูรายนี้" เรซัช กล่าว

แต่การเซ็นสัญญาของทั้งสองฝ่ายกลับมาติดปัญหา เมื่อ โจน กาสปาร์ต ประธานสโมสรบาร์เซโลน่า ณ เวลานั้น มองว่า การเซ็นสัญญากับ เมสซี่ มีความเสี่ยงมากเกินไป เพราะต้องแบกภาระหลายด้าน ไหนจะค่าจ้างนักเตะ ค่าฉีดฮอร์โมนที่มีราคาสูง อีกทั้งยังต้องหางานให้พ่อที่ต้องออกจากงานที่บ้านเกิดมาดูแลลูกชายที่สเปนอีก

เวลาผ่านไป 2 เดือน การเจรจากับบอร์ดบริหารก็ยังตกลงกันไม่ได้

ผ้าเช็ดปากที่เป็นสัญญาใจระหว่าง เมสซี่ กับ บาร์เซโลน่า (ภาพ sport.es) เซ็นสัญญาครั้งประวัติศาสตร์
หลังการเจรจายืดเยื้อมานาน ทำให้ตัวแทนของ เมสซี่ (ทั้งพ่อและเอเยนต์) เริ่มหมดความอดทน นั่นทำให้ทั้งสองฝ่ายมาเจรจาครั้งสุดท้ายกันในเดือนธ.ค. 2020 ที่ร้านอาหารใน ปอมเปอี เทนนิสคลับ ใจกลางเมืองบาร์เซโลน่า 

การเจรจาครั้งนี้ ฮอร์ราซิโอ้ กาจโจลี่ เอเยนต์ที่พยายามผลักดันการเซ็นสัญญาครั้งนี้ เปิดฉากขู่ทันทีว่า หากทุกอย่างยังยืดเยื้อต่อไป ตนจะเอา เมสซี่ ไปเสนอให้ทีมคู่แข่ง นั่นทำให้ คาร์ลอส เรซัช ตัดสินใจเขียนข้อความร่างสัญญาลงบน "ผ้าเช็ดปาก" ที่อยู่บนโต๊ะอาหาร มีใจความว่า "ผม, ชาร์ลี เรซัช ในฐานะเลขาธิการฝ่ายเทคนิคของ เอฟซี บาร์เซโลน่า แม้เวลานี้จะยังมีผู้ไม่เห็นด้วย แต่ผมจะทำทุกทางเพื่อเซ็นสัญญากับ ลีโอเนล เมสซี่ ให้ได้"

แม้จะเป็นเพียงสัญญาใจที่ไม่มีผลทางกฎหมาย แต่ก็ทำให้ฝ่ายพ่อและเอเยนต์ของ เมสซี่ คลายความกังวลและยอมที่จะรอต่อไป และหลังจากนั้นไม่นาน คาร์ลอส เรซัช ก็ทำตามสิ่งที่รับปากไว้ได้สำเร็จ เมื่อสามารถเอาชนะใจบอร์ดบริหารให้ยอมรับเงื่อนไขทั้งหมดได้ จน ลิโอเนล เมสซี่ ได้รับสัญญาอย่างเป็นทางการ

และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการสร้างประวัติศาสตร์ ทั้งตัวของ เมสซี่ และ บาร์เซโลน่า

logoline