ขณะที่ ชุมพล รุ่งวิชานิวัฒน์ จากพรรคประชาธิปัตย์ เสนอให้ผู้ซื้อได้รับข้อมูลแหล่งที่มา สุขภาพ และภาระการเลี้ยงอย่างครบถ้วน พร้อมย้ำให้ชัดว่าใครรับผิดชอบและงบประมาณมาจากไหน และระบุว่าพรรคจะร่วมผลักดันเรื่องงบประมาณ
อย่างไรก็ตาม หลายเสียงย้ำว่า หัวใจอยู่ที่การบังคับใช้และความพร้อมของหน่วยงาน นพณัฐ มีรักษา หัวหน้าฝ่ายนโยบาย พรรคประชาชน เสนอให้แบ่งหน้าที่ระหว่างเจ้าของสัตว์กับรัฐให้ชัด และพิจารณามาตรการจูงใจ เช่น การลดหย่อนภาษีสำหรับผู้รับเลี้ยงสัตว์จากศูนย์พักพิง ส่วน น.สพ.ชุมพล เสนอให้ตั้งหน่วยงานเฉพาะด้านสวัสดิภาพ สัตว์ที่มีอำนาจตามกฎหมาย ไม่ฝากไว้กับกรมปศุสัตว์เพียงลำพัง
ด้านบทบาทท้องถิ่น วิทยา โชคเศรษฐกิจ ผู้อำนวยการส่วนนโยบายและแผนกระจายอำนาจ ชี้ว่าท้องถิ่น ไม่กล้าใช้งบประมาณหากกฎหมายไม่ชัดเจน จึงเสนอให้แบ่งอำนาจกรมปศุสัตว์ อบจ. เทศบาล และ อบต. ให้ชัด ส่วน สุรชาติ เทียนทอง จากพรรคเพื่อไทย เสนอให้เริ่มจากการลงทะเบียนก่อนบังคับใช้ และชี้ว่าหมวดกองทุน ทำให้ร่างเข้าข่ายกฎหมายการเงินที่ต้องผ่านความเห็นชอบของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี
ส่วน เดชรัต สุขกำเนิด จากพรรคประชาชน เห็นด้วยที่ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้มุ่งเน้นปฏิวัติระบบสวัสดิภาพสัตว์ให้ครอบคลุม มากกว่า แค่การป้องกันการทารุณกรรม โดยพร้อมร่วมผลักดันเรื่องงบประมาณและกองทุน แต่ย้ำให้ออกแบบกลไกที่ปรับแก้ได้ ระบุผู้รับผิดชอบให้ชัดเจนและงบประมาณมาจากไหน พร้อมตั้งข้อห่วงใยในทางปฏิบัติเกี่ยวกับบทบาท อปท., ประสิทธิภาพการบริหารกองทุน, ความปลอดภัยของผู้ดูแลสัตว์ชุมชน และการกำหนดบทลงโทษที่เหมาะสมกับสังคม
หลังจากนี้ PAWLICY จะนำข้อเสนอทั้งหมดไปปรับปรุงร่างให้สมบูรณ์ที่สุดก่อนยื่นเข้าสภา ต่อจากการที่เครือข่ายองค์กร สวัสดิภาพสัตว์ 12 องค์กรยื่นหนังสือเรียกร้องให้แก้ไขกฎหมาย เมื่อวันที่ 24 ก.ย. 69 ที่ผ่านมา ผู้สนใจให้ข้อเสนอ เพิ่มเติมติดต่อผ่านช่องทาง Social media ของกลุ่ม โดย PAWLICY เชื่อมั่นว่า การปรับปรุงกฎหมายฉบับนี้ จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีทั้งต่อสวัสดิภาพสัตว์และความปลอดภัยของประชาชน ในอนาคตอย่างแน่นอน