กทม.ยังไม่กำหนดวันจ่ายหนี้ BTS รอผลหารืออัยการ
30 ส.ค. 2567 | thunchanok_kul

กทม.ยังไม่กำหนดจ่ายหนี้ BTS ค่าจ้างเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย รอผลหารืออัยการ ขณะที่ ดอกเบี้ยวิ่งไม่หยุด วันละ 7 ล้านบาท
ข่าว
30 ส.ค. 2567 | thunchanok_kul

กทม.ยังไม่กำหนดจ่ายหนี้ BTS ค่าจ้างเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย รอผลหารืออัยการ ขณะที่ ดอกเบี้ยวิ่งไม่หยุด วันละ 7 ล้านบาท
ภายหลังศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งเมื่อวันที่ 26 ก.ค.2567 ให้ กทม. และบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด (เคที) วิสหากิจของ กทม. ร่วมกันชำระหนี้ค่าจ้างเดินรถไฟฟ้า และค่าซ่อมบำรุง (O&M)โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนต่อขยาย ส่วนที่ 1 ช่วงสะพานตากสิน-วงเวียนใหญ่-บางหว้า และช่วงอ่อนนุช - แบริ่ง ( เดือนพฤษภาคม 2562 ถึงพฤษภาคม 2564 ) และส่วนที่ 2 ช่วงแบริ่ง - สมุทรปราการ และช่วงหมอชิต - สะพานใหม่ - คูคต ( เดือนเมษายน 2560 ถึง พฤษภาคม 2564 ) จำนวนเงินพร้อมดอกเบี้ยกว่า 14,000 ล้านบาท ให้กับ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS ภายใน 180 วัน
วันที่ 30 สิงหาคม 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เป็นเวลากว่า 1 เดือนแล้ว นับตั้งแต่ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้ กทม. และ เคที ร่วมกันชำระหนี้ค่าจ้างเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย พร้อมดอกเบี้ย รวมเป็นเงินกว่า 14,000 ล้านบาท แต่จนถึงขณะนี้ ผู้ว่าฯกทม. ยังไม่กำหนดเวลาชำนะหนี้กับ BTS แต่อย่างใด รวมถึง ยังไม่มีการเจรจาถึงการชำระหนี้แต่ละก้อน ทั้งหนี้ที่มีคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดแล้ว และหนี้ที่กำลังฟ้องร้องกันอยู่
ขณะเดียวกัน กทม. ได้ทำหนังสือสอบถามคณะกรรมการกฤษฎีกา และสำนักงานอัยการสูงสุด เกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดดังกล่าว โดยได้อ้างถึงเหตุผล กรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดเมื่อวันที่ 10 ม.ค.2566 แจ้งข้อกล่าวหา ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ขณะดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และพวกรวม 13 คน กรณีว่าจ้าง BTS เดินรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย 3 เส้นทาง ถึงปี 2585 โดยหลีกเลี่ยง และไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงาน หรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ.2535 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542
ในขณะที่ คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ได้ระบุถึงสัญญาจ้างเดินรถและซ่อมบำรุงเป็นสัญญาที่ชอบด้วยกฎหมาย แม้ว่า กทม.จะมีการอ้างถึงสัญญาส่วนต่อขยายที่ 2 ที่ยังไม่เสนอสภา กทม.ให้ความเห็นชอบ ทำให้ต้องชำระหนี้ค่าจ้างเดินรถดังกล่าว เพราะการที่ ป.ป.ช.มีมติแจ้งข้อกล่าวหาในประเด็นดังกล่าว ไม่มีผลต่อสัญญา
ส่วนกรณีที่ กทม. ระบุถึงการชี้มูลความผิดของ ป.ป.ช.เป็นการทำสัญญาส่วนต่อขยายที่ 1 แต่ปัจจุบัน กทม. และ เคที ได้มีการจ่ายเงินส่วนที่ขาดของค่าโดยสารให้ BTS
อย่างไรก็ตาม กรณียังไม่มีการชำระหนี้ตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุด ถึงแม้จะยังไม่ครบ 180 วัน แต่ยัง กทม.และเคที ยังต้องจ่ายอัตราดอกเบี้ย ซึ่งมีการคำนวณเบื้องต้นอยู่ที่วันละ 7 ล้านบาท นับตั้งแต่มีการยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลาง เมื่อปี 2565
สำหรับเงินงบประมาณที่ กทม. จะนำมาชำระหนี้ เบื้องต้น จะใช้เงินสะสมจ่ายขาดของ กทม. โดยยอดงบสะสมในปี 2567 กทม. มีเงินสะสมที่ปลอดภาระผูกพัน ณ วันที่ 16 ม.ค.2567 จำนวน 51,804 ล้านบาท
ส่วนหนี้ที่ต้องชำระทั้งหมด แบ่งเป็น 4 ส่วน (ข้อมูล ณ วันที่ 25 ก.ค.2567) มีวงเงินถึง 39,402 ล้านบาท ประกอบด้วย
1. หนี้ค่าจ้างเดินรถไฟฟ้า และซ่อมบำรุงส่วนต่อขยายที่ 1 ตั้งแต่เดือนพ.ค.2562 ถึง พ.ค.2564 และส่วนต่อขยายที่ 2 ตั้งแต่เดือนเม.ย.2560 ถึง พ.ค.2564 ซึ่งคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้ชำระ 11,755 ล้านบาท ภายใน 180 วัน พร้อมดอกเบี้ยสําหรับลูกค้า รายใหญ่ชั้นดีประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (MLR) บวก 1% ต่อปี รวมแล้วประมาณ 14,000 ล้านบาท
2. หนี้ค่าจ้างเดินรถไฟฟ้าและซ่อมบำรุงส่วนต่อขยายที่ 1 และส่วนต่อขยายที่ 2 ตั้งแต่เดือนมิ.ย.2564 ถึง ต.ค.2565 วงเงิน 11,811 ล้านบาท โดย BTS ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลางวันที่ 22 พ.ย.2565 และอยู่ขั้นตอนพิจารณาของศาลปกครองกลาง โดยถ้ามีคำพิพากษาในทิศทางเดียวกับคดีแรกจะทำให้กรุงเทพมหานคร และบริษัท กรุงเทพธนาคาร จำกัด ต้องชำระอัตราดอกเบี้ยอัตราเดียวกัน
3. หนี้ค่าจ้างเดินรถไฟฟ้าและซ่อมบำรุงส่วนต่อขยายที่ 1 และส่วนต่อขยายที่ 2 ตั้งแต่เดือนพ.ย.2565 ถึง มิ.ย.2567 วงเงิน 13,513 ล้านบาท ไม่รวมดอกเบี้ย ซึ่งผู้รับจ้างเดินรถไฟฟ้ายังไม่ได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลาง
4. หนี้ค่าจ้างเดินรถไฟฟ้า และซ่อมบำรุงส่วนต่อขยายที่ 1 และส่วนต่อขยายที่ 2 ตั้งแต่เดือนมิ.ย.2567 ถึงปัจจุบัน โดยสัญญาจ้างเดินรถไฟฟ้า และซ่อมบำรุงส่วนต่อขยายจะสิ้นสุดปี 2585