อย่างไรก็ตาม นายปิ่นสักก์ กล่าวด้วยว่า แต่ละปีมีเต่าที่ติดอวนและบาดเจ็บหรือกินขยะทะเลเข้าไปมากกว่า 200-300 ตัว นับเป็นจำนวนค่อนข้างมาก ซึ่งมีทั้งการพันภายนอกจากเศษอวนของชาวประมงในบางพื้นที่ และการกินเข้าไป ส่วนใหญ่จะเป็นพลาสติกกับเศษขยะขนาดเล็ก
ทั้งนี้ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา จัดตั้งมูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทย ซึ่งมีแผนงานสร้างศูนย์ช่วยชีวิตสัตว์ทะเลหายาก ทั้งเต่า โลมาและพะยูน จำนวน 3 แห่ง ปัจจุบันสร้างเสร็จแล้ว 2 แห่ง โดยจะเป็นโรงพยาบาลดูแลรักษาสัตว์ทะเลที่ได้รับบาดเจ็บให้มีโอกาสรอดและแข็งแรง
แต่ละปีจะมีการปล่อยกลับลงทะเล กว่า 50% ยกเว้นกรณีขาขาดหรือได้รับอุบัติเหตุร้ายแรง นอกจากนี้ ยังมีความร่วมมือกับภาคประชาชนและเอกชนหลายกลุ่ม เพราะการทำงานอนุรักษ์จะเริ่มตั้งแต่การลดภัยคุกคาม การให้ความรู้ และการสร้างจิตสำนึก ซึ่งหน่วยงานภาครัฐไม่สามารถทำเพียงลำพังได้
ขณะที่ นายหิรัญ กังแฮ หัวหน้ากลุ่มสัตว์ทะเลหายาก และใกล้สูญพันธุ์ ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามันตอนบน กล่าวเพิ่มเติมว่า สถานการณ์เต่าทะเลในพื้นที่ จ.ภูเก็ต ในปีนี้มีรายงานการขึ้นวางไข่น้อยกว่าปีที่ผ่านๆ มา สาเหตุเนื่องจากภาวะโลกร้อน และน้ำทะเลมีอุณหภูมิสูง แม้กระทั่งการนำลูกเต่ามาอนุบาลก็ได้รับผลกระทบจากอุณหภูมิสูงจนทำให้เกิดการช็อคตาย โดยเฉพาะโครงการเพาะฟักเต่ามะเฟือง
"ซึ่งภัยคุกคามหลักนั้น จะมาจากกิจกรรมของมนุษย์ 100% เราอาจจะมองว่าการดำรงชีวิตของเต่าทะเลจะห่างไกลกับการดำรงชีวิตของเรา แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ เพราะเต่าทะเลทุกชนิด คือ ตัวประกันความเสี่ยงการท่องเที่ยวทางทะเล เมื่อภูเก็ตเป็นจังหวัดท่องเที่ยว ตัวอย่างเช่น เมื่อจำนวนเต่าทะเลน้อยลง แต่สิ่งหนึ่งที่จะเพิ่มขึ้น คือ แมงกะพรุน โดยเฉพาะในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตทั้งคนไทยและต่างชาติที่รับพิษแพงกะพรุน ร่วม 20 ราย
ในวงจรของธรรมชาติเต่าทะเลตัวเล็กๆ จะกินแมงกะพรุนตัวเล็กๆ ที่ยังไม่มีพิษเป็นอาหาร โดยเต่า 1 ตัว สามารถกินลูกแพงกะพรุนได้นับหมื่นตัว ดังนั้นเมื่อประชากรเต่ามีมาก จำนวนของแมงกะพรุนทั้งมีพิษและไม่มีพิษจะถูกควบคุมให้เกิดความสมดุล หากมีประชากรแมงกะพรุนมาก็จะย่อมจะกระทบกับการท่องเที่ยวได้ หากมีคนไปเล่นน้ำทะเลและถูกพิษเป็นจำนวนมาก จำเป็นที่เราจะต้องช่วยกันลดการคุกคามเต่าทะเลในทุกรูปแบบ" นายหิรัญ ระบุ