ไม่ใช่แค่เกาะลิบง ที่จังหวัดกระบี่ก็เจอ "ปะการังฟอกขาว"
ขณะที่ นายสิรณัฐ สก๊อต หรือ "ทราย สก๊อต" นักอนุรักษ์ทางทะเลชื่อดัง ที่เคยทำสถิติว่ายน้ำตัวเปล่าข้าม 3 จังหวัดอันดามันมา ได้นำภาพของแนวปะการัง ซึ่งมีสภาพเป็นสีขาว มาโพสต์ลงในเฟซบุ๊ก โดยระบุข้อมูลไว้ว่า
นี่เป็นสภาพปะการังฟอกขาวบริเวณเกาะรอก ในเขตอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะลันตา จังหวัดกระบี่ โดยแต่ละภาพจะเห็นว่าแผ่นปะการังขนาดใหญ่ จะมีสภาพเปลี่ยนเป็นสีขาวบางจุด ปะการังบางแผ่นก็กลายสภาพเป็นสีขาวทั้งแผ่น แม้แต่ดอกไม้ทะเล ที่เป็นบ้านของปลาการ์ตูน หรือปลานีโม่ ซึ่งปกติจะเป็นสีเหลืองออกส้ม แต่ตอนนี้กลายสภาพเป็นสีขาวซีดไปแล้ว โดยยังมีปลานีโม่ว่ายอาศัยอยู่
"ทราย สก๊อต" ให้ข้อมูลว่า ปรากฎการณ์ปะการังฟอกขาวที่เห็นในภาพนั้น ตัวเขาเองไปถ่ายมาขณะไปดำน้ำเก็บขยะทะเลกันที่เกาะรอก เกาะที่ได้ชื่อว่าปะการังน้ำตื้นสวยที่สุดแห่งหนึ่งของกระบี่ ตอนนี้พบว่าสภาพปะการังหลายจุดเริ่มกลายเป็นสีขาว จากวิกฤติปะการังฟอกขาว ซึ่งเป็นผลมาจากอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้น เท่าที่เขาไปดำน้ำสำรวจมาหลายจุดสำคัญของกระบี่ อาทิ เกาะไก่ เกาะรอก เกาะห้า เกาะห้อง ก็พบสภาพนี้มากขึัน และมีแนวโน้มจะขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนน่าเป็นห่วง
ที่ผ่านมาสังคมไทยอาจจะไม่ค่อยให้ความสนใจ แต่อย่าลืมว่าเวลาคุณมาดำน้ำดูปะการัง เพราะคุณต้องการมาดูสีสันที่สวยงามของมัน แต่วันนี้สีสันมันเริ่มหายไปแล้ว ปีนี้ถือว่าสถานการณ์ฟอกขาวมาเร็ว และรุนแรงมากกว่าทุกปี เป็นสัญญาณเตือนจากธรรมชาติ ว่านี่คือผลจากการกระทำของมนุษย์ จึงอยากเรียกร้องให้สังคมไทย ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เริ่มจิตสำนึกในการลดก๊าซคาร์บอน ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้โลกร้อนขึ้น
นายสิรณัฐ ยังบอกด้วยว่า จากที่เขาดำน้ำสำรวจ จะพบว่าปะการังที่เริ่มฟอกขาว จะอยู่ตั้งแต่ระดับความลึก 5 เมตร ลึกลงไปกว่านััน อาจจะยังไม่กระทบมาก เพราะอุณหภูมืของน้ำยังไม่ร้อนมาก
"พัชรวาท" ลงพื้นที่ภูเก็ต รับฟังปัญหาสถานการณ์ปะการังฟอกขาว
อีกด้านหนึ่ง พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) พร้อมด้วยร้อยเอก รชฏ พิสิฐบรรณกร ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามันตอนบน พร้อมรับฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์ปะการังฟอกขาว จากนายชิดชนก สุขมงคล รองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
โดยมีข้อสรุปคือปัจจุบันมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนกำลังเผชิญกับปรากฏการณ์ El Niño-Southern Oscillation (ENSO) ทำให้อุณหภูมิพื้นผิวน้ำทะเลที่สูงกว่าค่าเฉลี่ย (SST) และคาดการณ์ว่าจะเกิดปะการังฟอกขาวในประเทศไทยในช่วงระหว่างเดือนเมษายน – กรกฎาคม 2567 ระดับความรุนแรงอาจจะแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่
ทั้งนี้ พล.ต.อ.พัชรวาท กำชับให้กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ติดตามสถานการณ์ปะการังฟอกขาวอย่างใกล้ชิด ถ้าหากพบการเกิดปะการังฟอกขาวขั้นรุนแรง ให้ดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อบรรเทาความเครียดของปะการัง และจัดตั้งทีมประสานงานร่วมกับในพื้นที่ ให้การสนับสนุนในทุกๆ ด้าน
นอกจากนี้ พล.ต.อ.พัชรวาท ได้มอบหมายให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช พิจารณาปิดจุดดำน้ำบางแห่งที่พบปะการังฟอกขาวเป็นจำนวนมาก และให้กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พยายามช่วยชีวิตปะการังโดยดำเนินการตามหลักวิชาการ เช่น การลดปริมาณแสงโดยการใช้วัสดุปิดบังแสงในแนวปะการังน้ำตื้น และการย้ายปะการังบางชนิดลงไปในระดับน้ำที่ลึกมากขึ้น และที่มีอุณหภูมิน้ำต่ำกว่าปกติ เพื่อให้ปะการังได้พักฟื้นกลับคืนสู่สภาพสมบูรณ์ดังเดิมอีกครั้ง
พบ "ปะการังฟอกขาว" ในเขตอุทยานฯ 12 แห่ง - สั่งปิดพื้นที่ห้ามรบกวน
ตามที่ " พล.ต.อ.พัชรวาท" กำชับให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ร่วมกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ติดตามสถานการณ์ปะการังฟอกขาวอย่างใกล้ชิด เพื่อดูแลรักษาระบบนิเวศที่สำคัญของท้องทะเลไทย นั้น
นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้รับรายงานการสำรวจ ติดตามการเกิดปะการังฟอกขาว ในเขตอุทยานแห่งชาติทางทะเล จากหัวหน้าอุทยานแห่งชาติทางทะเล และหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการอุทยานแห่งชาติทางทะเลที่ 1-5 ซึ่งสาเหตุการเกิดปะการังฟอกขาวนั้น เกิดจากสภาพสิ่งแวดล้อมน้ำทะเลผิดปกติ เช่น น้ำทะเลร้อน มีคราบน้ำมัน มีตะกอนทับถมในปะการัง หรือปะการังผึ่งแห้งเป็นเวลานานเมื่อน้ำทะเลลงต่ำสุด
ทั้งนี้ จึงส่งผลให้ปะการังเกิดความเครียดที่สูง และทำให้ปะการังขับสาหร่ายเซลล์เดียวออกจากตัวปะการัง (สาหร่ายซูแซนเทลลี (zooxanthellae)) ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญของปะการัง และทำให้ปะการังมีสีสันด้วย เมื่อสูญเสียสาหร่ายดังกล่าวไป ปะการังเข้าสู่ภาวะอ่อนแอและกลายเป็นสีขาวโพลน หากเป็นเช่นนี้ติดต่อกันเป็นเวลา 2-3 สัปดาห์ ปะการังจะตายทันที
เปิดรายชื่อพื้นที่เกิดการฟอกขาวในอุทยานแห่งชาติทางทะเลมี 12 แห่ง
สำหรับพื้นที่ที่เกิดการฟอกขาวในอุทยานแห่งชาติทางทะเลมี 12 แห่ง (ข้อมูลระหว่างวันที่ 2 เมษายน - 8 พฤษภาคม 2567) แบ่งเป็น
- อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้าง
- อุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า - หมู่เกาะเสม็ด
- อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด
- อุทยานแห่งชาติหาดวนกร
- อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพร
- อุทยานแห่งชาติหาดขนอม-หมู่เกาะทะเลใต้
- อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์
- อุทยานแห่งชาติสิรินาถ
- อุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา
- อุทยานแห่งชาติธารโบกขรณี
- อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา - หมู่เกาะพีพี
- อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะลันตา
ด้านพื้นที่ที่ควรเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากมีอัตราการฟอกขาวมากกว่า 50% ขึ้นไป มีดังนี้
1. อุทยานแห่งชาติหาดวนกร บริเวณเกาะจานทิศตะวันตก ปะการังมีการฟอกขาวในพื้นที่มากกว่า 80%
2. อุทยานแห่งชาติสิรินาถ บริเวณเกาะปลิง ปะการังมีการฟอกขาวในพื้นที่มากกว่า 80% (ดำเนินการประกาศปิดแหล่งท่องเที่ยว)
3. อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพร
3.1 เกาะคราม ปะการังมีการฟอกขาวในพื้นที่มากกว่า 70 %
3.2 เกาะง่ามน้อย ปะการังมีการฟอกขาวในพื้นที่มากกว่า 60%
3.3 เกาะง่ามใหญ่ ปะการังมีการฟอกขาวในพื้นที่มากกว่า 80%
ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายต่อแนวปะการังในขณะเกิดการฟอกขาว กรมอุทยานแห่งชาติฯ ได้มีแนวทางและมาตราการในการป้องกันการเกิดปะการังฟอกขาว คือการประกาศปิดแหล่งท่องเที่ยว เพื่อลดผลกระทบจากกิจกรรมประเภทต่าง ๆ ที่อาจเป็นการเร่งให้ปะการังเกิดการฟอกขาว ในอุทยานแห่งชาติทางทะเล จนกว่าสถานการณ์การฟอกขาวของปะการังจะคลี่คลายลง
"ปะการังฟอกขาว" คืออะไร มีผลกระทบอย่างไรกับโลกใต้ทะเล
อ้างอิงข้อมูลจาก ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา อธิบายเกี่ยวกับ "ปะการังฟอกขาว" (Coral bleaching) ว่า เป็นปรากฏการณ์ที่เนื้อเยื่อปะการังมีสีซีดหรือจางลงจากการสูญเสีย "สาหร่ายซูแซนเทลลี" (zooxanthellae) ซึ่งเกิดจากสภาวะที่ไม่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิตของสาหร่าย เช่น อุณหภูมิน้ำทะเลสูงเกินไป มีน้ำจืดไหลลงมาทำให้ความเค็มลดลง ตะกอนที่ถูกน้ำจืดไหลพัดพามาจากชายฝั่ง หรือแม้แต่มลพิษที่เกิดจากการใช้ประโยชน์ทางทะเลของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยน้ำเสีย การใช้ครีมกันแดด การทิ้งขยะตามแนวชายหาดก็ล้วนมีผลให้สาหร่ายซูแซนเทลลีออกมาจากเนื้อเยื่อของปะการังเพื่อความอยู่รอด
นอกจากนี้ "ปะการังฟอกขาว" ยังเป็นสัญญาณเตือนหนึ่งของวิกฤตโลกร้อน เนื่องจากปะการังเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงทางสภาพแวดล้อมในมหาสมุทร การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิน้ำทะเลเพียง 1–2 องศาเซลเซียส ภายในระยะเวลา 3 สัปดาห์ สามารถทำให้ปะการังเกิดการฟอกขาวขึ้นได้
ผลกระทบ
เมื่อปะการังเกิดการฟอกขาว ย่อมส่งผลกระทบต่อโลกใต้ท้องทะเล เช่น
- ปริมาณสัตว์น้ำลดลงเนื่องจากขาดแหล่งอนุบาล
- ปะการังฟอกขาวทำให้แนวปะการังเสื่อมโทรม ส่งผลให้กระทบต่อสมดุลในระบบนิเวศแนวปะการัง
- ปะการังเกิดความเสื่อมโทรม ส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยว
ปะการังฟอกขาว จึงเป็นเรื่องใกล้ตัวมากกว่าที่คิด อีกทั้ง สิ่งมีชีวิตอย่างปะการัง มีคุณค่ากับท้องทะเลเช่นเดียวกับสัตว์น้ำอื่นๆ หากมันหายไปย่อมส่งผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเล
ซึ่งเราเองก็สามารถช่วยกันดูแลรักษา และอนุรักษ์แนวปะการังได้ โดยเริ่มจากการลดการสร้างมลภาวะ เช่น ไม่ทิ้งขยะลงทะเลและตามชายฝั่ง , หลีกเลี่ยงการกระทำที่จะเป็นการทำลายแนวปะการัง เป็นต้น
หากพบเห็นการเกิดปะการังฟอกขาว สามารถแจ้งข่าวสารผ่านเว็บไซต์ https://thailandcoralbleaching.dmcr.go.th/th เพื่อทุกฝ่ายจะได้เตรียมพร้อมรับมือและลงพื้นที่ติดตาม เฝ้าระวังสถานการณ์ปะการังฟอกขาวอย่างใกล้ชิดต่อไป
ขอบคุณข้อมูลและภาพบางส่วนจาก :
กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
เฟซบุ๊ก ทราย สก๊อต
เฟซบุ๊กเพจ Environman
https://www.bangkokbiznews.com/environment/1117126
https://sciplanet.org/content/8276
https://hub.mnre.go.th/th/knowledge/detail/65637
https://km.dmcr.go.th/c_3/d_1772
https://www.springnews.co.th/keep-the-world/environment/848470
https://thailandcoralbleaching.dmcr.go.th/th/blog_coral/detail/83
Scimath คลังความรู้
มูลนิธิสืบนาคะเสถียร