รู้จัก "ฮีทสโตรก" อาการเจ็บป่วยที่พบบ่อยในช่วงหน้าร้อน
"โรคลมแดด" หรือ "ฮีทสโตรก" (Heatstroke) คือ โรคอันตรายที่พบได้บ่อยในช่วงหน้าร้อน โดยเกิดจากที่อยู่ท่ามกลางอากาศร้อนมากเกินไป ทำให้เกิดภาวะร่างกายมีอุณหภูมิสูงกว่าปกติ เมื่อเกิดอาการควรได้รับการรักษาในทันที เพราะอาจส่งผลกระทบที่รุนแรงต่อหัวใจ สมอง ไต และกล้ามเนื้อ หากได้รับการรักษาที่ล่าช้า อาจทำให้อันตรายถึงแก่ชีวิตได้
อาการของ "ฮีทสโตรก" เกิดจากร่างกายได้รับความร้อนมากเกินไป โดยร่างกายจะมีอุณหภูมิสูงกว่า 40 องศาเซลเซียส ร่างกายระบายความร้อนไม่ทัน เพราะมีการสูญเสียน้ำจากร่างกายออกไปทางเหงื่อเป็นจำนวนมาก ผู้ป่วยจะมีอาการ ซึม ชัก หรือเซลล์ของอวัยวะทำงานผิดปกติ
อาการของโรคลมแดด
- ตัวร้อนขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้ความร้อนในร่างกายสูงถึง 40 องศา
- ไม่มีเหงื่อออก รู้สึกกระหายน้ำมาก
- หายใจถี่ ชีพจรเต้นแรง
- ปวดศีรษะ หน้ามืด ความดันโลหิตต่ำ
- อ่อนเพลีย คลื่นไส ้อาเจียน
การป้องกันโรคลมแดด
- ดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว
- ใส่เสื้อผ้าสีอ่อน ระบายอากาศได้ดี
- ใช้ครีมกันแดด SPF 15 และไม่ควรทาครีมกันแดดหนาจนเกินไป
- หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดด หรือ การเล่นกีฬาในสภาพอากาศที่ร้อนจัด
- งดเครื่องดื่มแอลกฮอล์
วิธีปฐมพยาบาล ผู้ที่มีอาการ "ฮีทสโตรก"
หากพบผู้มีอาการโรคลมแดด ขอให้รีบนำเข้าที่ร่มอากาศถ่ายเทได้สะดวก ให้นอนราบยกเท้าทั้งสองข้างขึ้นสูง เพื่อเพิ่มการไหลเวียน ถอดเสื้อผ้าให้เหลือน้อยชิ้น คลายชุดชั้นใน ใช้ผ้าชุบน้ำเย็น น้ำแข็งประคบตามซอกคอ หน้าผาก รักแร้ ขาหนีบร่วมกับใช้พัดลมเป่า เพื่อระบายความร้อนและลดอุณหภมิร่างกายให้ต่ำลงอย่างรวดเร็วที่สุด หากไม่หมดสติให้ดื่มน้ำเปล่ามากๆ และนำส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด
เปิดโรคที่มากับฤดูร้อน
นอกจากนี้ ข้อมูลจากกรมควบคุมโรค ซึ่งออกโรงเตือนในหน้าร้อนทุกปี สำหรับโรคที่มากับหน้าร้อน โดยออกประกาศการป้องกันโรคและภัยสุขภาพที่เกิดในช่วงฤดูร้อนของประเทศไทย เพื่อให้ประชาชนดูแลสุขภาพอนามัยของตนเองได้อย่างถูกต้อง
สำหรับ โรคหน้าร้อน และ ภัยสุขภาพ ที่มีแนวโน้มพบผู้ป่วยเพิ่มขึ้นในฤดูร้อน กรมควบคุมโรค แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่
- กลุ่มที่ 1 โรคติดต่อทางเดินอาหารและน้ำ 5 โรค
- กลุ่มที่ 2 ภัยสุขภาพ 3 เรื่อง
สำหรับในกลุ่มที่ 1 โรคติดต่อทางเดินอาหารและน้ำดื่ม แบ่งออกได้เป็น 5 โรค ประกอบด้วย
1. โรคอุจจาระร่วง เกิดจากการรับประทานอาหาร หรือน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อโรค พบได้ในทุกกลุ่มวัย ผู้ป่วยจะถ่ายเหลว อาเจียน ส่วนใหญ่มักหายได้เอง
2. ไข้ไทฟอยด์ หรือไข้รากสาดน้อย เกิดจากการได้รับเชื้อแบคทีเรียที่ปนเปื้อนมากับอุจจาระหรือปัสสาวะของผู้ป่วย ผู้ป่วยจะมีอาการไข้สูงลอยมากกว่า 1 สัปดาห์ ปวดศีรษะ ปวดท้อง ท้องอืดหรือท้องผูก หรือมีผื่นขึ้นตามลำตัว
3. โรคอาหารเป็นพิษ เกิดจากการรับประทานอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อนสารพิษหรือสารเคมี มักพบในพืชและสัตว์ เช่น เห็ด และอาหารทะเลต่างๆ อาการป่วยจะขึ้นอยู่กับชนิดและปริมาณของสารพิษที่ได้รับ ผู้ป่วยที่มีอาการเล็กน้อยจะหายได้เองภายใน 24-48 ชั่วโมง ส่วนผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง อาจอาเจียนและท้องเสียจนร่างกายขาดน้ำและเกลือแร่อย่างรุนแรงได้
4. อหิวาตกโรค ติดต่อโดยการรับประทานอาหารหรือน้ำที่มีเชื้ออหิวาตกโรคปะปนอยู่ ส่วนใหญ่มีอาการถ่ายเหลวเป็นน้ำ คลื่นไส้อาเจียน
5. โรคไวรัสตับอักเสบเอ เกิดจากเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิด เอ ติดต่อโดยการรับประทานอาหารและน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ การใช้เข็มฉีดยาและการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่ติดเชื้อ ทำให้เกิดการอักเสบแบบเฉียบพลันของตับ
อาการของโรคไวรัสตับอีกเสบเอ มีตั้งแต่ไม่แสดงอาการ หรือมีอาการอักเสบเล็กน้อยถึงขั้นตับอักเสบรุนแรง โดยทั่วไปจะมีไข้อ่อนๆ เหนื่อยล้า ปวดหัว ท้องผูก ปวดบริเวณท้องขวาบน ปวดตามกล้ามเนื้อและข้อ ปัสสาวะสีเข้ม ตาและตัวเหลือง และสามารถหายขาดได้
ส่วนแนวทางการป้องกันโรคทางเดินอาหารและน้ำ ได้แก่ การยึดหลัก "กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ" นอกจากนี้ ต้องดื่มน้ำที่สะอาด น้ำต้มสุก หรือน้ำที่บรรจุในขวดที่มีฝาปิดสนิท
- กินร้อน คือ กินอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ
- ช้อนกลาง คือ ช้อนที่มีไว้ตักกับข้าวใส่จานตัวเองและใช้คนเดียว
- ล้างมือ คือ การล้างมือ ให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่หรือแอลกอฮอลล์ทุกครั้ง ก่อนและหลังการประกอบอาหาร รับประทานอาหาร และหลังเข้าห้องน้ำ
ส่วนกลุ่มที่ 2 กรมควบคุมโรค ระบุถึง "ภัยสุขภาพ" แบ่งได้ 3 เรื่อง ได้แก่
1. การเจ็บป่วยและเสียชีวิตจากภาวะอากาศร้อน สภาพอากาศที่ร้อนจัดจนร่างกายปรับตัวไม่ทัน การป้องกันคือ งดออกกำลังกายหรือทำงานกลางแดดเป็นเวลานาน ไม่ให้ร่างกายขาดน้ำ ดื่มน้ำให้เพียงพออย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว สวมเสื้อผ้าที่ระบายเหงื่อได้ดี
2. ผลกระทบต่อสุขภาพจากปัญหาหมอกควัน ประชาชนมีความเสี่ยงที่จะป่วยโรคทางเดินหายใจ การป้องกันคือ ปิดประตูหน้าต่างบ้านให้มิดชิด ทำความสะอาดบ้านสม่ำเสมอ สวมหน้ากากอนามัยที่ป้องกันฝุ่นละอองขนาดเล็กได้ เช่น N95 และไม่เผาขยะ ไม่เผาป่า ลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว ไม่สูบบุหรี่ในที่สาธารณะ
3. การบาดเจ็บและเสียชีวิตจากการจมน้ำ สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการชวนกันไปเล่นน้ำตามลำพังที่แหล่งน้ำตามธรรมชาติ การป้องกันคือ ผู้ปกครองควรดูแลบุตรหลานอย่างใกล้ชิด และควรจัดการแหล่งน้ำเพื่อให้เกิดความปลอดภัย เช่น สร้างรั้ว ติดป้ายคำเตือน จัดให้มีอุปกรณ์ช่วยคนตกน้ำไว้บริเวณแหล่งน้ำเสี่ยงสำหรับการช่วยเหลือ
อย่างไรก็ตาม เมื่อพบเห็นคนตกน้ำ ให้รีบโทรแจ้ง 1669 และหาอุปกรณ์ที่ลอยน้ำได้หรือเสื้อชูชีพ โยนให้คนที่ตกน้ำจับพยุงตัว เป็นต้น
นอกจาก 5 โรคหน้าร้อน และ 3 ภัยสุขภาพ แล้ว ยังพบว่าอาการป่วยและโรคหน้าร้อนที่น่ากังวล ดังนี้
โรคพิษสุนัขบ้า หรือโรคกลัวน้ำ
- เกิดจากเชื้อไวรัสที่มีอยู่ในน้ำลายของสัตว์ สามารถติดต่อได้จากการโดนสุนัขหรือแมวกัด หรือถูกเลียบริเวณที่มีแผลถลอก หากถูกกัดให้รีบทำความสะอาดแผลทันที และรีบไปพบแพทย์เพื่อฉีดวัคซีนป้องกัน
โรคลมแดด หรือ ฮีทสโตรก
- อาการที่เกิดจากร่างกายได้รับความร้อนมากเกินไป โดยร่างกายจะมีอุณหภูมิสูงกว่า 40 องศาเซลเซียส ร่างกายระบายความร้อนไม่ทัน เพราะมีการสูญเสียน้ำจากร่างกายออกไปทางเหงื่อเป็นจำนวนมาก ผู้ป่วยจะมีอาการ ซึม ชัก หรือเซลล์ของอวัยวะทำงานผิดปกติ
โรคบิด
- เกิดจากการรับประทานอาหารที่มีเชื้อแบคทีเรีย หรืออะมีบา ซึ่งสามารถติดต่อผ่านการรับประทานอาหาร ผักดิบ รวมถึงน้ำที่มีการปนเปื้อน โดยผู้ป่วยจะมีอาการถ่ายอุจจาระบ่อย หรือมีมูกเลือดปน และมักมีไข้ด้วย
โรคระบบทางเดินหายใจ
- โรคไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ปอดบวม ปวดหัว ตัวร้อน ไอจาม มักเกิดจากอากาศเปลี่ยนไปมา หรืออยู่ในที่ที่อากาศถ่ายเทไม่ดี ร่วมกับร่างกายที่อ่อนแอ เมื่อรู้สึกตัวว่าเป็นหวัดให้พักผ่อน ดื่มน้ำอุ่นให้มากๆ และแยกนอนร่วมกับผู้อื่น หากยังไม่ดีขึ้นควรไปพบแพทย์
โรคผิวหนัง
- ในหน้าร้อนอาจทำให้เราเกิดเม็ด ผดผื่นคัน สามารถป้องกันได้ด้วยการอาบน้ำชำระร่างกายและรักษาความสะอาดบ่อยๆ หลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำสกปรกหรือน้ำที่ไม่สะอาด
โรคเครียด
- ปัญหาหนึ่งที่พบบ่อยในหน้าร้อน ทำให้เกิดอาการปวดหัว นอนไม่หลับ โมโหและหงุดหงิดง่าย จนกระทบไปถึงความสัมพันธ์กับบุคคลรอบข้าง วิธีคลายเครียดง่ายๆ คือ หนีร้อนไปอยู่ในที่ที่มีอากาศเย็นสบาย เช่น ในห้องแอร์ ใต้ร่มไม้ หรือหางานอดิเรกทำ ฝึกนั่งสมาธิ เป็นต้น
สำหรับการป้องกันและดูแลสุขภาพ จาก "โรคหน้าร้อน" สามารถปฏิบัตรตัวป้องกันได้ไม่ยาก ดังนี้
- เลือกทานอาหารและน้ำดื่ม เน้นที่อาหารมีความสด ใหม่ และสะอาด
- หมั่นออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที โดยช่วงฤดูร้อน ไม่ควรหักโหมจนเกินไป
- ปรับสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม ไม่ว่าที่บ้านหรือที่ทำงาน อากาศต้องถ่ายเทสะดวก ส่วนห้องแอร์ก็ต้องเย็นอย่างพอเหมาะด้วยอุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส เพื่อป้องกันเมื่อพอออกไปข้างนอกห้องอาจทำให้เกิดอาการวูบได้ง่ายๆ
- อยู่บ้านปลอดภัยดีกว่า นอกจากจะประหยัดในยุคเศรษฐกิจขาลงแบบนี้ การอยู่บ้านยังทำให้เราเย็นสบาย ไม่ต้องกลัวโรคลมแดด แต่หากจำเป็นควรสวมหมวก หรือกางร่มก็ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด
- งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อากาศร้อนๆ ไม่ควรคลายเครียดด้วยเครื่องดื่มมึนเมา โดยเฉพาะคนที่มีโรคประจำตัว อาทิ โรคความดันโลหิตสูง หรือโรคหัวใจ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาจทำให้ร่างกายปรับสภาพไม่ทันถึงขั้นเกิดภาวะช็อกได้
อ้างอิงข้อมูลจาก :
- กรมควบคุมโรค
- รพ.ศิครินทร์
- รพ.วิภาวดี