ศาสตราจารย์ หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช กล่าวว่า "การละทิ้งที่ดินโดยไม่ใช้ประโยชน์ใดเลยเป็นระยะเวลา 10 ปี ถือว่าเจ้าของที่ดินได้สละกรรมสิทธิ์ในที่ดินนั่นแล้ว รัฐย่อมจัดสรรที่ดินให้แก่บุคคลคนอื่นได้ โดยมีแนวคิดมาจากที่ว่า ที่ดินเป็นของพระเจ้าอยู่หัว เมื่อได้จัดสรรให้ราษฏรคนใดแล้ว ราษฎรคนนั้นจะต้องใช้ประโยชน์ในที่ดินโดยไม่ทอดทิ้งที่ดิน เมื่อมีการทอดทิ้งที่ดิน รัฐย่อมเอาที่ดินคืนและนำไปให้แก่บุคคลอื่นได้"
กฎหมายเรื่องการครอบครองปรปักษ์ ก็มาจากแนวคิดที่ว่า ยอมให้คนที่ครอบครองที่ดินของคนอื่นจนครบ 10 ปี ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินไปเลย ซึ่งการที่มีคนอื่นครอบครองที่ดินจนครบ 10 ปี ก็แสดงว่าเจ้าของที่ดินได้ทอดทิ้งที่ดินไปถึง 10 ปี นั่นเอง จึงลงโทษเจ้าของที่ดินด้วยการให้สูญเสียกรรมิสิทธิ์ในที่ดินนั้น
เงื่อนไขในการได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ มีดังนี้
- 1. ทรัพย์สินที่ครอบครองต้องเป็นของคนอื่น
- 2. ต้องครอบครองโดยสงบและเปิดเผย
- 3. ต้องครอบครองด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ
- 4. ต้องครอบครองติดต่อกัน
- 5. ต้องครอบครองติดต่อกันเป็นเวลา 10 ปี
อ้างอิงมาตรา 1382 ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
กรณีตามข่าวนี้ หากเป็นการทิ้งไปถึง 30 ปีจริง และผู้ที่ครอบครองได้เข้าครอบครองจนครบ 10 ปีแล้ว โอกาสที่เจ้าของที่ดินจะได้ที่ดินคืนมานั้นเป็นเรื่องที่ยากมากๆ สิ่งที่สามารถต่อสู้เพื่อให้การครอบครองปรปักษ์ไม่ครบเงื่อนไขตามกฎหมาย คือ
- 1. สู้ว่าไม่ได้ครอบครองโดยสงบ (ฎ.1919/2564)
- 2. สู้ว่าไม่ได้ครอบครองโดยเปิดเผย (ฎ.5238/2546)
- 3. สู้ว่าไม่ได้ครอบครองติดต่อกัน (ฎ.1539/2536)
- 4. สู้ว่าไม่ได้ครอบครองแบบเป็นเจ้าของ (ฎ.7721/2550)
- 5. สู้ว่าไม่ได้ครอบครองติดต่อกันจนครบ 10 ปี (ฎ.7701/2544)
- 6. สู้ว่ามีการโอนกรรมสิทธิ์ให้คนอื่นในระหว่างที่ยังครอบครองไม่ครบ 10 ปี หรือมีบุคคลภายนอกมีสิทธิดีกว่า (ฎ.5641/2548)