เนื่องด้วยเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2566 เวลา 9.00 น. ได้มีคณะสงฆ์ในจังหวัดอุบลราชธานี (ธรรมยุต) และคณะสงฆ์จังหวัดยโสธร (ธรรมยุต) ได้ดำเนินการจัดแบ่งเงินมรดกของหลวงปู่แสง ญาณวโร โดยมีมติที่ประชุมคณะสงฆ์ ดังนี้
#พระครูสุชีพภาวนาภิวัตร (หลวงพ่อเข็ม สุชีโว) เป็นประธานที่ประชุมคณะสงฆ์ เพื่อจัดสรรปัจจัยในบัญชี หลวงปู่แสง ญาณวโร (เป็นการประชุมครั้งที่ 2/2566) ณ วัดป่าดงสว่างธรรม ต.โคกนาโก อ.ป่าติ้ว จ.ยโสธร
ที่ประชุมคณะสงฆ์ มีมติจัดสรรปัจจัย จำนวน 94,173,079.50 บาท ดังนี้
1. จัดสร้างตึกสงฆ์อาพาธ โรงพยาบาลหัวตะพาน 49 ล้านบาท(มีการเปิดบัญชีกองทุนหอสงฆ์อาพาธต่อไป)โดยมี องค์หลวงปู่เข็ม สุชีโว เป็นประธาน และกรรมการอีก 5 คน
2. จัดสร้างเจดีย์พิพิธภัณฑ์ บรรจุอัฐิธาตุองค์หลวงปู่แสง ญาณวโร ณ วัดป่าดงสว่างธรรม 16 ล้านบาท(มีการเปิดบัญชีกองทุนสร้างเจดีย์พิพิธภัณฑ์ต่อไป)
3. ลูกหลานองค์หลวงปู่ (ตระกูลดีหอม)นำไปเพื่อจัดซื้อรถพยาบาลฉุกเฉิน คันละ 2 ล้านบาท จำนวน 5 คัน ในเขตภาคเหนือ และจัดสร้างอนุสรณ์สถานองค์หลวงปู่แสง ญาณวโร ที่จังหวัดขอนแก่น รวม 11 ล้านบาท
4. มอบให้วัดป่าดงสว่างธรรม ต.โคกนาโก อ.ป่าติ้ว จ.ยโสธร 10 ล้านบาท
5. มอบให้วัดป่าอรัญญาวิเวก ต.ไก่คำ อ.เมือง จ.อำนาจเจริญ 5 ล้านบาท
6. มอบให้วัดทิพยาราม ต.โนนหนามแท่ง อ.เมือง จ.อำนาจเจริญ 2 ล้านบาท
7. มอบให้วัดพระอาจารย์ทัด 7 แสนบาท
8. มอบให้วัดป่าดงสว่างธรรม(เพื่อซ่อมแซมโรงเรียนฯ) 473,079.50 บาท
ซึ่งมติดังกล่าว เป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1623 , ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 รวมถึงพระธรรมวินัยด้วย
มูลนิธิทนายกองทัพธรรม จึงได้มีหนังสือถึงพระเดชพระคุณ พระธรรมวิสุทธาจารย์ เจ้าคณะภาค 10 (ธรรมยุต) วัดบวรนิเวศวิหาร ขอให้ตรวจสอบเรื่องดังกล่าว เพื่อมิให้เกิดความเสียหายแก่พระพุทธศาสนา
มูลนิธิทนายกองทัพธรรม “ธำรง ไม่ทำลาย พระพุทธศาสนา”
ทนายอนันต์ชัย ไชยเดช (ประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรม)
โดยทนายอนันต์ชัย อธิบายว่า การที่มูลนิธิทนายกองทัพธรรม ยื่นหนังสือถึงพระธรรมวิสุทธาจารย์ เจ้าคณะภาค 10 (ธรรมยุติ) วัดบวรนิเวศวิหาร ขอให้ให้ตรวจสอบเรื่อง การจัดการทรัพย์สินของ "หลวงปู่แสง" นั้น เนื่องจากเห็นว่า ไม่ใช่หน้าที่คณะสงฆ์ที่จะมาจัดการในเรื่องของทรัพย์สินของหลวงปู่แสง
รู้หรือไม่การจัดการทรัพย์สินของพระภิกษ์หลังมรณภาพต้องทำอย่างไร
ทั้งนี้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1623 ระบุว่า ทรัพย์สินของพระภิกษุที่ได้มาในระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณเพศนั้น เมื่อพระภิกษุนั้นถึงแก่มรณภาพ ให้ตกเป็นสมบัติของวัดที่เป็นภูมิลำเนาของพระภิกษุนั้น เว้นไว้แต่พระภิกษุนั้น จะได้จำหน่ายไปในระหว่างชีวิต หรือโดยพินัยกรรม
มาตรา 1624 ทรัพย์สินใดเป็นของบุคคลก่อนอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ทรัพย์สินนั้น หาตกเป็นสมบัติของวัดไม่ และให้เป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมของบุคคลนั้น หรือบุคคลนั้นจะจำหน่ายโดยประการใดตามกฎหมายก็ได้
กรณีพระภิกษุ มรณภาพ และ ไม่ได้ทำพินัยกรรม ทรัพย์สินส่วนตัวของพระที่มรณะภาพ จึงตกเป็นของวัด แต่กรณีสึกแล้ว (ไม่ได้มรณะภาพ) ทรัพย์ส่วนตัว ก็ยังคงเป็นทรัพย์ส่วนตัวของอดีตพระภิกษุ
ส่วนทรัพย์สินที่มี หรือได้มาในระหว่างอยู่ในสมณเพศ เช่น มีญาติโยมศรัทธาถวายเงินทองให้ ก็ยังคงเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของพระภิกษุอยู่ เพียงแต่หากพระภิกษุมรณะภาพ ก็ให้ตกเป็นสมบัติของวัด ที่เป็นภูมิลำเนาของพระภิกษุ (วัดที่จำพรรษา) เว้นแต่พระภิกษุจะได้ทำพินัยกรรมไว้ก่อนมรณภาพยกให้ใคร หรือได้จำหน่ายไปก่อนมรณภาพ ก็จะไม่ตกเป็นของวัด
ข้อควรรู้เกี่ยวกับทรัพย์สินของพระภิกษุ
ทรัพย์สินที่มีก่อนอุปสมบท จะเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของพระภิกษุ ซึ่งหากมรณภาพก็จะตกทอดเป็นมรดกแก่ทายาทต่อไป
ทรัพย์สินที่มีหรือได้มาในระหว่างอยู่ในสมณเพศ เช่น มีญาติโยมศรัทธาถวายเงินทองให้ ก็ยังคงเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของพระภิกษุอยู่ เพียงแต่หากพระภิกษุมรณภาพให้ตกเป็นสมบัติของวัดที่เป็นภูมิลำเนาของพระภิกษุ (วัดที่จำพรรษา) เว้นแต่พระภิกษุจะได้ทำพินัยกรรมไว้ก่อนมรณภาพยกให้ใคร หรือได้จำหน่ายไปก่อนมรณภาพ ก็จะไม่ตกเป็นของวัด
ข้อควรรู้เกี่ยวกับการรับมรดกของพระภิกษุ
พระภิกษุเป็นผู้รับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรมได้ เพียงแต่จะต้องสึกออกมาเสียก่อน จากนั้นก็มาเรียกร้องเอาทรัพย์มรดกในฐานะทายาทโดยธรรมภายใน 1 ปี นับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย หรือนับแต่เมื่อรู้หรือควรได้รู้ถึงความตาย พระภิกษุเป็นผู้รับมรดกตามพินัยกรรมได้
ขอบคุณข้อมูลจาก : สำนักงานยุติธรรมจังหวัดเพชรบุรี
เพจเฟซบุ๊ก ทนายอนันต์ชัย ไชยเดช
เพจเฟซบุ๊ก มูลนิธิทนายกองทัพธรรม