ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ ยังแนะนำการลดน้ำหนักหลังสิ้นสุดการกินเจไว้ด้วยว่า
คนส่วนมากมักน้ำหนักเพิ่มช่วง กินเจ ซึ่งเกิดจากการกินแป้งเยอะ กินจุกกินจิกและกินอาหารที่มัน อย่างทอดและผัด ทำให้น้ำหนักขึ้นได้ สำหรับวิธีการควบคุมน้ำหนัก มี 3 วิธีด้วยกันคือ กินผักและผลไม้ เพราะผักผลไม้มีไฟเบอร์ไปดูดซับเอาไขมันและน้ำตาลออกจการ่างกายได้
ลดการกินแป้ง รวมถึงขนมปัง ข้าว ก๋วยเตี๋ยว บะหมี่ ข้าวโพด เผือกมัน และต้องหันกลับมากินอาหารที่ไม่มันมาก ประเภท ต้ม ย่าง ยำ อบ นึ่ง อย่างเช่น อาหารพื้นบ้านพวกแกงเลียง แกงป่า แกงอ่อม แกงแค ที่ไม่ใส่หมู ไม่ใส่น้ำมัน ก็จะลดน้ำหนักได้ และที่สำคัญควรหลีกเลี่ยงอาหารรสหวาน ไม่กินจุกกินจิกหรืออาจจะเปลี่ยนเป็นกินผลไม้แทนขนมหวาน
ดร.สง่า แนะนำเพิ่มเติมว่า
ควรกินอาหารมื้อเช้าๆ ในปริมาณมาก กินมื้อเที่ยงให้พอดีและมื้อเย็นควรกินให้น้อยและห่างจากเวลาเข้านอน 3-4 ชม.และอย่าลืมออกกำลังกาย เพราะการออกกำลังกายเป็นการเผาผลาญไขมันให้ออกจากร่างกาย ถ้าจะลดน้ำหนักหลังจากการออกเจ โดยควบคุมอาหารเพียงอย่างเดียวจะลดน้ำหนักได้เพียง 9 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าออกกำลังกายอย่างเดียวไม่ควบคุมอาหารเลยลดน้ำหนักได้แค่ 1 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าออกกำลังกายและควบคุมอาหารควบคู่ไปด้วย 90 เปอร์เซ็นต์
สำหรับใครอยากกินเจ ถึงแม้จะสิ้นสุดเทศกาลกินเจไปแล้ว หรือจะเปลี่ยนแปลงการกินเป็นรูปแบบมังสวิรัติ ก็สามารถทำได้ โดยมังสวิรัติ แบ่งเป็น 3 ประเภท คือแบบเคร่งครัด ไม่กินนม ไข่และปลา ประเภทสองสามารถกินนมได้ ไม่กินไข่และปลา ส่วนประเภทที่สาม กินนม และไข่ได้ ด้านนักโภชนาการมักแนะนำให้กินมังสวิรัติประเภทที่สาม เพราะในนมและไข่มีวิตามิน แร่ธาตุ หลายชนิดที่ดีต่อสุขภาพ ถ้าใครจะกินเจ หรือมังสวิรัติต้องมั่นใจว่าอาหารที่กินมีสารอาหารอย่างครบถ้วน และต้องมีความรู้และศึกษาให้ดี เพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงอย่างยั่งยืน
หลักธรรมในการกินเจ
ในทัศนะของคนกินเจ การกินที่ทำให้ชีวิตผู้อื่นต้องเดือดร้อนล้มตายนั้น “มันมากเกินไป” ทั้งๆ ที่มนุษย์กินแต่อาหารพืชผักก็สามรถมีชีวิตอยู่ได้
การกินเจตั้งมั่นอยู่บนหลักธรรมสำคัญ 2 ประการคือ ดำรงชีวิตอยู่ด้วยอาหารที่ไม่เบียดเบียนตนเองและดำรงชีวิตอยู่ด้วยอาหารที่ไม่เบียดเบียนผู้อื่น กล่าวคือ
- ไม่เอาชีวิตของสัตว์ทั้งหลายมาต่อเติมบำรุงเลี้ยงชีวิตของตน
- ไม่เอาเลือดของสัตว์ทั้งหลายมาเป็นเลือดของตน
- ไม่เอาเนื้อของสัตว์ทั้งหลายมาเป็นเนื้อของตน
การรับประทานสิ่งใดก็ตามที่ทำลายสุขภาพร่างกายของตนให้ทรุดโทรม คือ การเบียดเบียนตนเอง ปัจจุบันวิทยาการเจริญก้าวหน้าได้พิสูจน์ยืนยันว่าเลือดและเนื้อของสัตว์ที่ถูกฆ่าตายเต็มไปด้วยพิษภัยมากมาย
ดังนั้นการกินเจจึงไม่ใช่เพื่อให้เกิดผลดีต่อจิตใจเท่านั้นแต่ยังครอบคลุมไปถึงการมีสุขภาพพลานามัยที่ดีอีกด้วย ร่างกายและจิตใจเป็นของคู่กันมีความสัมพันธ์ส่งผลถึงกันคนเราย่อมไม่อาจจะรู้สึกเบิกบานสดชื่นร่าเริงได้ในขณะที่ร่างกายเจ็บป่วยทรุดโทรมย่ำแย่
รู้จัก "ดร.สง่า ดามาพงษ์" ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ม.เกษตรศาสตร์
ดร.สง่า ที่ปรึกษากรมอนามัย สภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) ดีกรีไม่ธรรมดาปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิทยาศาสตร์การอาหาร
เนื่องจากเกียรติประวัติอันทรงคุณค่า และผลงานดีเด่นมีคุณูปการต่อสังคม โดยเข้ารับพระราชทานปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ฯไปแล้ว เมื่อ 10 ตุลาคม 2562
"ดร.สง่า" ท่านเกิด 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2493 อดีตลูกชาวนาจากชัยภูมิ
จบ วทบ.สาขาวิทยาศาสตร์การอาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ Master of Community Health and Nutrition จากมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย
"ดร.สง่า ดามาพงษ์" กับเส้นทางชีวิตในการเข้ารับราชการ กองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข รวมระยะเวลารับราชการ 38 ปี
ปัจจุบัน เป็นที่ปรึกษากรมอนามัย ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์ฯ และผู้ทรงคุณวุฒิ สสส.
ตลอดระยะเวลารับราชการและหลังเกษียณ ได้สร้างผลงานด้านอาหารและโภชนาการไว้มากมาย ตลอดจนได้นำความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางอาหารไปประยุกต์ใช้ในงานโภชนาการ อาทิ ร่วมขจัดโรคขาดสารอาหารในเด็กไทย ร่วมรณรงค์ขจัดโรคขาดสารไอโอดีนโดยใช้เกลือเสริมไอโอดีน ส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เป็นแกนนำการควบคุมและป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ภายใต้โครงการคนไทยไร้พุง เป็นผู้เชี่ยวชาญการสื่อสารด้านโภชนาการ สร้างนวัตกรรมการสื่อสารและการผลิตสื่อด้านโภชนาการ
ดร.สง่า ท่านยังเป็นคอลัมนิสต์ในเรื่องโภชนาการ คอลัมน์ทอล์กออฟเดอะทาวน์ หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ปัจจุบันยังเป็นแกนนำในการส่งเสริมโภชนาการในเด็กวัยเรียนภายใต้โครงการเด็กไทยแก้มใส
ด้วยเกียรติประวัติอันทรงคุณค่า สภา มก. มีมติให้ได้รับพระราชทานปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิทยาศาสตร์การอาหาร
ขอขอบคุณที่มา : สสส. เรื่องโดย พิมพ์ชนก ศรเพชร Team Content www.thaihealth.or.th