คนไม่น้อยใช้ตรรกะว่า "ในเมื่อการพิสูจน์ว่าไสยศาสตร์มีจริงกับการพิสูจน์ว่าไสยศาสตร์ไม่มีจริง ทำไม่ได้ทั้งคู่ ก็แปลว่าเราสามารถให้คะแนนทั้งสองฝั่ง 50-50 เท่ากัน"
นักชีววิทยาอังกฤษ ริชาร์ด ดอว์กินส์ บอกว่า ใช้ตรรกะอย่างนี้ไม่ได้ เพราะมันมีอีกปัจจัยที่ต้องนำมาคิดด้วย คือ likelihood (หรือ probability) = ความน่าจะเป็น
เราต้องใช้หลักฐานเท่าที่เราพบทางวิทยาศาสตร์มาเป็นมาตรวัด likelihood หรือ probability ด้วย
ยกตัวอย่าง เช่น เมื่อเรารู้สเกลของจักรวาล ระยะห่างของดวงดาว (ซึ่งเป็นหลักฐานที่ประจักษ์ชัดแล้ว) likelihood ของ UFO มาเยือนโลกก็แทบใกล้ศูนย์ เพราะระยะทางในจักรวาลไกลเกินไปที่จะเดินทางมาด้วยตัวเอง
เช่นกัน ถ้าเรารู้ระยะเวลาการดำรงอยู่ของมนุษย์ในจักรวาล likelihood ของไสยศาสตร์ก็แทบใกล้ศูนย์เช่นกัน
likelihood เป็นมาตรชี้ว่า ไสยศาสตร์มีโอกาสเป็นจริงน้อยกว่า 50% ไม่ใช่ 50-50
ในหนังสือ หลับถึงชาติหน้า ผมเขียนถึงเรื่อง คาร์ล เซเกน ผู้เปรียบเวลาของทั้งจักรวาลเท่ากับปฏิทินหนึ่งปีโลก
นั่นคือ 1 มกราคม เกิด บิ๊ก แบง
1 พฤษภาคม เกิดดาราจักรทางช้างเผือก
1 กันยายน กำเนิดระบบสุริยะ
มนุษย์สายพันธุ์ โฮโม ซาเปียนส์ คือเราเพิ่งกำเนิดบนโลกในเวลาสี่ทุ่มครึ่งของคืนวันที่ 31 ธันวาคม เราเพิ่งมาในชั่วโมงสุดท้าย และโหราศาสตร์ไสยศาสตร์ก็เกิดขึ้นในวินาทีสุดท้ายของปฏิทินจักรวาล
ในมุมมองของจักรวาล มนุษย์เป็นแค่ขี้ผงที่ไร้ความสำคัญโดยสิ้นเชิง ไม่สำคัญขนาดที่มีอำนาจศักดิ์สิทธิ์มาคุ้มครองเราพวกเดียว
อาร์เธอร์ ซี. คลาร์ก เขียนว่า "ถ้าหากมีพระเจ้าองค์ใดที่งานหลักคือดูแลมนุษย์ ก็คงไม่ใช่พระเจ้าที่มีความสำคัญอะไร"
ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน หากต้องพึ่งเทพหรือพระเจ้าองค์ใดเพื่อจะมีชีวิตที่ดี ก็คงได้หลับถึงชาติหน้า
วินทร์ เลียววาริณ
15-8-66